วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2555

บทที่ ๒๐ นิพพานด้วยปัญญา (๔) วิธีดับกรรม

       วิธีดับกรรมแบบพระพุทธเจ้า ทำบุญแต่ได้บาป กรรมเก่ากรรมใหม่

ทำบุญแต่ได้บาป
มีอยู่หลายวัดที่จัดงานการกุศล  และมีการแลกเหรียญทองคือเหรียญ ๒๕ และ เหรียญ ๕๐ สตางค์  เพื่อนำไปใส่บาตรพระประจำวัน  บางทีก็จะมีการประชาสัมพันธ์นำเหรียญทองใส่บาตรพระประจำวันช่วยในการสะเดาะเคราะห์  แก้ทุกข์แก้โศกและต่อชะตาให้กับตัวเอง  น่าไม่อายจริงๆสำหรับผู้ที่ริเริ่มและวัดที่ทำตาม  ถ้าวัดไหนทำก็ขอให้พึงรู้ได้เลยว่า  เจ้าอาวาสวัดนั้นยังไม่เข้าใจธรรมอันแจ่มแจ้ง  ยังไม่ใช่อริยะสาวก  เพราะการสะเดาะเคราะห์ต่อชะตาไม่มีอยู่ในพระพุทธศาสนา  เรื่องนี้เป็นเหตุสำคัญ  และการนำเงินทองไปใส่บาตรก็เท่ากับลบหลู่พระพุทธเจ้าโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อันนี้หนักมาก  ผู้ศึกษาธรรมหรือพระทุกรูปน่าจะรู้ดี  อ่านต่อไปอีกนิดจะเข้าใจยิ่งขึ้น
และถ้าถามว่าที่ใส่บาตรด้วยเหรียญทองนั้นจะได้อะไร  ถ้าตั้งความปรารถนาเพื่อเป็นพุทธบูชา  เมื่อแตกกายตายไป  มีอานิสงส์ทำให้ได้ไปเกิดบนสวรรค์มีวิมานของตัวเอง  เหรียญทองทั้งหลายก็เป็นเพียงเครื่องประดับที่ไปติดอยู่ตามวิมานนั้น  เหมือนกับการบูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้และเครื่องหอม  ธงหรือเครื่องประดับอื่นๆ  ส่วนการที่จะอยู่บนสวรรค์ชั้นไหนนั้นก็อยู่ที่มีศีลบริสุทธิ์แค่ไหน  ทำบุญเพื่อจุดประสงค์อะไร  ถ้าถวายเหรียญเพื่อหล่อพระอานิสงส์ที่ได้ก็อีกอย่างหนึ่ง  เมื่อยังเวียนว่ายตายเกิดอยู่ก็มีโอกาสได้พบกับพระพุทธศาสนา แต่ถ้าตั้งความปรารถนาเป็นอย่างอื่นก็เท่ากับลบหลู่พระพุทธเจ้า  เหมือนกับเรารู้ว่าผู้ใหญ่ท่านนี้ไม่ชอบทุเรียน แล้วเรายังจะนำทุเรียนไปให้ท่านอีก
มาดูจุดประสงค์ที่สำคัญของการถวายเหรียญทองเพื่อเป็นพุทธบูชา  ดังนั้นเหรียญทองทั้งหมดก็ควรที่จะนำไปหล่อเป็นพระพุทธรูป  แต่วัดโดยทั่วไปจะมีบริการให้แลกเหรียญ  เพื่อใส่บาตรพระประจำวัน แล้วก็นำเหรียญกลับมาให้แลกใหม่  เหมือนดอกไม้ของวัดทั่วไป  เงินที่ชาวบ้านมาแลก  นำไปใช้ประโยชน์อะไรบ้าง  ถ้าไปใช้เรื่องอื่นจะผิดวัตถุประสงค์หรือไม่  อีกนัยหนึ่งคือชาวบ้านรู้เองว่าเป็นเงินทำบุญ  ทางวัดจะไปใช้ประโยชน์ทางบุญอะไรก็ได้ แต่ความเป็นจริงส่วนใหญ่ทางวัดไม่ได้นำเหรียญทองนั้นไปหล่อพระพุทธรูป  จุดประสงค์จริงๆคือเป็นการสะเดาะเคราะห์ต่อชะตาโดยความเข้าใจของผู้กระทำที่มีการบอกต่อๆกันมา
มีชาวบ้านตำบลนี้เมืองหนึ่งได้รับความเดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือด่วน  และมีการบริจาคสิ่งของเครื่องใช้เครื่องอุปโภคบริโภค  เมื่อรวบรวมสิ่งของที่จำเป็นได้มากพอแล้ว  ก็นำไปแจกจ่ายให้กับชาวบ้านแต่ไปผิดหมู่บ้าน  ไปให้หมู่บ้านที่เคยได้รับการช่วยเหลือหรือหมู่บ้านที่ได้รับความเดือดร้อนน้อยกว่า  ทำให้หมู่บ้านที่กำลังรอรับการช่วยเหลืออยู่มีทั้งคนเจ็บและคนตาย  อย่างนี้จะเป็นบุญหรือบาป  เป็นบุญเพราะได้แจกทาน เป็นบาปเพราะทำให้คนตาย
ทานในทักขิไณยบุคคลที่ให้ผลต่างกัน  เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วทางวัดจะมาบอกว่าทำบุญอะไรก็ได้เหมือนกันเป็นบุญหมดหรือ  ในเมื่ออานิสงส์ต่างกัน
ถ้าทำไปโดยการประสงค์อื่นที่ไม่ได้เป็นพุทธบูชา  ก็เป็นการเอาพระพุทธเจ้ามาขาย  คือเอาพระพุทธเจ้ามาหาเงิน  อย่างนี้ยิ่งเป็นการลบหลู่พระพุทธเจ้าหนักเข้าไปใหญ่  พระที่ไม่มีปัญญาก็จะมองอะไรแคบๆ  เห็นว่าการทำอย่างนี้จะช่วยให้วัดมีรายได้  การกระทำผิดที่คิดว่าถูกจึงทำให้ต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนี้หาที่สุดมิได้
เมื่อเป็นเช่นนั้น การที่นำเงินไปถวายพระประจำวันซึ่งเป็นองค์แทนพระพุทธเจ้า  เป็นการขัดกับคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า จะไม่เป็นการลบหลู่พระพุทธเจ้าหรือพระธรรมได้อย่างไรกัน  พระปุถุชนทั้งหลายมุ่งแสวงหารายได้เข้าวัดโดยอาศัยศรัทธาของประชาชน  ที่เป็นการลบหลู่พระศาสนาด้วยรู้เท่าไม่ถึงการณ์
เรื่องบางเรื่องก็ดูเหมือนว่าจะถูกต้อง  แต่ถ้าใช้ปัญญาพิจารณาให้ดีก็จะรู้ว่าผิด   ในหลายๆเรื่องที่ข้าพเจ้านำมาเขียนนั้น  เพื่อให้ผู้อ่านได้เกิดปัญญาแล้วไม่หลงผิดในสิ่งที่เขาบอกตามกันมาหรือทำตามกันมา และจะได้เข้าใจเพื่อจะได้ละสังโยชน์ข้อที่ ๓ ให้ละเอียดขึ้น  อันเป็นหนทางในการปิดประตูนรกต่อไป
ดังนั้นพระที่กล่าวว่าเดินเหยียบดินบ้าง  ใช้ธูปบ้าง  โดยเฉพาะการใช้ธูปที่วางอยู่เป็นการลักขโมยว่าไปอย่างนั้น  ต้องชำระหนี้สงฆ์ซะ  จะได้ไม่มีบาป  น่าไม่อายจริงๆ  แม้การใส่บาตรพระประจำวันก็ทำตามกันมาผิดๆ  ตกนรกคนเดียวไม่พอยังพาคนอื่นตกนรกด้วย  น่าสงสารผู้คนทั้งหลายที่ทำบุญโดยขาดปัญญา เชื่อเพราะทำตามกันมานั้นแหละจึงพากันตกนรก
พระขี่ตู่  พระที่ชอบตู่เรื่องบุญ  บางทีก็กล่าวอ้างว่ามีนิมิตเป็นพระมาบอก มีนิมิตอื่นๆก็มีให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้เพื่อที่จะลดกรรมแก้กรรมทั้งในอดีตชาติและปัจจุบันชาติ  ผู้ที่ไม่ได้พิจารณาหรือขาดปัญญาในทางธรรมก็มักจะทำตามเรื่องที่พระขี่ตู่ได้กล่าวอ้างให้เกิดความกระตือรือร้นที่อยากจะทำบุญ  เพื่อให้ได้ผลตามที่กล่าวอ้าง  โดยเฉพาะเรื่องการแก้กรรมลดกรรม  จะด้วยวิธีสร้างถาวรวัตถุต่างๆในพระพุทธศาสนาอย่างการสร้างพระหรือการปฏิบัติด้วยการสวดมนต์ภาวนา  อย่างในตอนต้นที่พูดถึงการชำระหนี้สงฆ์โดยการบริจาคเงินใส่ตามตู้รับบริจาคของทางวัดที่เขียนไว้ว่าชำระหนี้สงฆ์  ทั้งหมดเป็นการกล่าวอ้างทั้งนั้น  บุญส่วนบุญบาปส่วนบาป  บาปที่ทำไปแล้วไม่มีวิธีใดๆมาลบล้างได้ตัวอย่างก็มีบอกไว้แล้วหลายเรื่อง  บุคคลที่ทำตามพระขี่ตู่ยังขาดปัญญาในการพิจารณาอย่างจริงจัง  สิ่งที่คนทั้งหลายทำไปนั้นก็ได้บุญในระดับหนึ่งแต่ไม่ได้อย่างที่กล่าวอ้าง  มีบ้างที่มีการกล่าวอ้างว่าสร้างพระประธานแล้วอธิษฐานปรารถนาพุทธภูมิก็ยังได้  เรื่องความปรารถนาพุทธภูมิก็เขียนอธิบายไว้แล้วเรื่องของสุเมธดาบสกับคุณลักษณะพิเศษของความเป็นพระพุทธเจ้า

กรรมคืออะไร  อะไรเป็นเหตุแห่งกรรม  จะดับกรรมด้วยวิธีใด
ดูก่อนภิกษุทั้งหลายเรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม  บุคคลคิดแล้วจึงกระทำกรรมด้วย กาย วาจา ใจ  ก็เหตุเกิดแห่งกรรมเป็นไฉนคือผัสสะ(การกระทบกันระหว่างตากับรูป  หูกับเสียง เป็นต้น) เป็นเหตุเกิดแห่งกรรม  ก็ความแตกต่างแห่งกรรมเป็นไฉน  คือกรรมที่ให้ไปเกิดในนรกก็มี  กรรมที่ให้ไปเกิดในสัตว์เดรัจฉานก็มี ให้ไปเกิดในเปรตวิสัยก็มี  ให้ไปเกิดในมนุษย์ก็มี  ให้ไปเกิดในเทวโลกก็มี  นี้เรียกว่าความแตกต่างแห่งกรรม  ก็วิบากกรรมนั้นเป็นไฉน คือเราย่อมกล่าวว่าวิบากแห่งกรรมมี ๓ประการคือ กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน ๑  กรรมที่ให้ผลในภพที่เกิด ๑  กรรมที่ให้ผลในภพต่อไป ๑  นี้เรียกว่าวิบากแห่งกรรม  ความดับแห่งกรรมเป็นไฉน  คือความดับแห่งกรรมย่อมเกิดขึ้นเพราะความดับแห่งผัสสะ  มีอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘  เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งกรรม  ก็เมื่อใดอริยสาวกย่อมทราบชัด  กรรม  เหตุเกิดแต่กรรม  ความต่างแห่งกรรม  วิบากแห่งกรรม  ความดับแห่งกรรม  ปฏิปทาที่ให้ถึงความดับแห่งกรรมอย่างนี้  เมื่อนั้นอริยสาวกย่อมทราบชัดพรหมจรรย์อันเป็นไปในส่วนแห่งความชำแรกกิเลสเป็นที่ดับกรรมนี้  (นิพเพธิกสูตร  ฉ.อ. ๓๓๔ )
กรรม    กรรมที่กระทำทางกาย  ทางวาจาและทางใจ  ดูก่อนราหุล  เธอปรารถนาจะทำกรรมด้วยกาย  กายกรรรมนั้นเธอพึงพิจารณาเสียก่อนว่ากรรมของเรานี้พึงเป็นไป  เพื่อเบียดเบียนตนเองบ้าง  เบียดเบียนผู้อื่นบ้าง  เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นบ้าง  กายกรรมนี้เป็นอกุศลมีทุกข์เป็นกำไร  มีทุกข์เป็นวิบากกระมังหนอ   กรรมเห็นปานนี้เธอไม่พึงทำด้วยกาย  ถ้าเมื่อเธอพิจารณาอยู่พึงรู้อย่างนี้ว่า  กรรมของเรานี้  ไม่พึงเป็นไปเพื่อเบียดเบียนตนเองและผู้อื่น  กรรมนี้เป็นกุศล  มีสุขเป็นกำไร   กรรมเห็นปานนี้เธอพึงทำ  แม้กำลังทำ หรือทำแล้ว  ก็พึงพิจารณาเช่นเดียวกัน  การที่ทำด้วยวาจาและใจก็พิจารณาเช่นเดียวกัน ( จูฬราหุโลวาทสูตร  ๖-๘๖ )

กรรมเก่ากรรมใหม่   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เราจักแสดงกรรมทั้งใหม่และเก่า  ความดับแห่งกรรมและปฏิปทาอันเป็นเครื่องให้ถึงความดับแห่งกรรม  ก็กรรมเก่าเป็นไฉน  จักษุ  หู  จมูก  เป็นต้น  บัณฑิตพึงเห็นว่าเป็นกรรมเก่าอันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว  สำเร็จด้วยเจตนา  เป็นที่ตั้งแห่งเวทนา  กรรมใหม่เป็นไฉน   คือกรรมที่บุคคลทำด้วยกายวาจาใจในบัดนี้  ความดับแห่งกรรมเป็นไฉน  คือ  นิโรธที่ถูกต้องด้วยวิมุติเพราะความดับแห่งกรรม  ก็ปฏิปทาอันเป็นเครื่องให้ถึงความดับแห่งกรรมเป็นไฉน  คืออริยมรรคมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฐิเป็นต้น  (กรรมสูตร  ๒-๓๓๓ )

พระพุทธเจ้าตรัสถึงการดับกรรมด้วยอริยมรรคมีองค์๘  ไม่เคยตรัสว่ามีวิธีอื่นใดจะตัดกรรมลดกรรมได้  ไม่ว่าคุณจะสร้างถาวรวัตถุมากมายขนาดไหนก็ไม่สามารถพ้นกรรมไปได้  และพระพุทธเจ้าก็ไม่รับรองการกำหนดภพชาติของคนเหล่านั้น  นอกจากพระอริยบุคคลตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไป  เพราะพระโสดาบันดับเหตุและปัจจัยที่จะไปเกิดในอบายภูมิทั้ง๔แล้ว  โดยตัดสังโยชน์เครื่องร้อยรัดเบื้องต้นทั้ง๓ได้เด็ดขาด  ต่างกับผู้ที่ถือศีลห้าที่ยังเป็นปุถุชนอยู่เมื่อมีเหตุและปัจจัยก็สามารถล่วงละเมิดศีลได้
ขยายความเรื่องของกรรม   กรรมถือเจตนาเป็นสำคัญ เช่นเดียวกับพระองคุลีมาลที่กล่าวว่า  ตั้งแต่เราเกิดมาแล้วในอริยะชาติ  เราไม่มีความรู้สึกว่าจะแกล้งปลงชีวิตสัตว์ทั้งที่รู้อยู่หามิได้  หมายถึงชาติปัจจุบันที่จะได้เป็นพระอริยะ  แม้แต่ชาติก่อนๆนั้นก็ไม่ได้มีเจตนา (รายละเอียดเขียนไว้ในวิธีปิดประตูนรก )  กรรมที่เกิดขึ้นโดย ๓  ทาง คือทางกาย ๓  ทางวาจา ๔  ทางใจ ๓  ที่เรียกว่า อกุศลกรรมบถ ๑๐ 
ทางกาย    อย่าง
๑.     ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต  ผิดศีล  ปานาติปาต
๒.     ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้  ผิดศีล  อทินนาทาน
๓.     ประพฤติผิดในลูกเมียผู้อื่น  ผิดศีล  กาเมสุมิจฉาจาร
          ทางวาจา  ๔ อย่าง
๔.     พูดเท็จ   ผิดศีล   มุสาวาท
๕.    พูดส่อเสียด   ผิดศีลมุสาวาท  ( ปิสุณาย  วาจาย  )
๖.      พูดคำหยาบ   ผิดศีลมุสาวาท  ( ผรุสาย  วาจาย )
๗.     พูดเพ้อเจ้อ   ผิดศีลมุสาวาท  (สัมผัปปลาปา )
ทางใจ    อย่าง
๘.     มีใจโลภอยากได้ของผู้อื่น   นภิชฌา
๙.       คิดแค้นพยาบาทผู้อื่น   พยาบาท
๑๐.   เห็นผิดเป็นชอบ   มิจฉาทิฐิ
เหตุที่ทำให้เกิดกรรมเพราะตาไปกระทบรูป  หูไปได้ยินเสียง  จมูกไปได้กลิ่น  ลิ้นไปได้ลิ้มรส  กายไปได้สัมผัส  ใจไปปรุงแต่ง   ทำให้เกิดความโลภอยากได้  เมื่อไม่ได้ตามต้องการก็โกรธ  ที่โกรธก็เพราะหลง  คน  สัตว์  สิ่งของนั้นๆเป็นของเรา  หรือเคยเป็นของเรา  ใครจะมาแย่งชิงไม่ได้  ที่สุดก็มีการป้องกัน  แย่งชิง  เข่นฆ่า ฯลฯ  ล้วนสร้างวิบากกรรมให้ไปเกิดในอบายภูมิ  เวียนว่ายตายเกิดนับชาติไม่ถ้วน  ซึ่งผลของวิบากกรรมให้ผลทั้งในปัจจุบัน   ให้ผลในภพที่เกิดใหม่  และให้ผลในภพต่อๆไป  แล้ววิบากกรรมทั้งหลายจะดับด้วยวิธีใด  ก็ต้องดับด้วยมรรคมีองค์๘  เริ่มจากความเห็นถูกว่า อริยสัจ ๔ เป็นหนทางพ้นทุกข์ คือเห็นว่าความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่และความตายเป็นทุกข์  การพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พอใจเป็นทุกข์  การประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รักที่พอใจเป็นทุกข์   การปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่ได้สิ่งนั้นเป็นทุกข์  อย่างนี้เป็นต้น  ฉะนั้นการที่จะลดกรรมตัดกรรมได้ต้องเริ่มจากรักษาศีล ๕ ให้ได้เสียก่อน คือละบาปทั้งปวง  แม้จะสร้างบุญมากมายแค่ไหนแต่ถ้ายังละบาปไม่ได้ก็ไม่สามารถพ้นนรกไปได้แน่นอน  จึงมีการกล่าวอ้างกันมากมายว่าทำอย่างนี้เป็นบุญสามารถลดกรรมตัดเวรได้    ผมได้หาเหตุและผลมาเขียนไว้เพื่อให้ผู้อ่านได้ใช้ปัญญาพิจารณาว่าสิ่งใดควรเชื่อสิ่งใดควรทำตาม  แต่ละเรื่องที่เขียนลงในไปในบทความและคู่มือปิดประตูนรกนั้น ผมเห็นว่าคนส่วนใหญ่ยังคิดและทำอย่างที่เขียนเอาไว้  โดยความเห็นผิดตามๆกันมา  ผมหวังที่จะชี้ทางสว่างให้  แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นอยู่ที่การสร้างสมบุญบารมีของแต่ละบุคคล  เพราะอริยะเจ้าทั้งหลายต้องสร้างบุญบารมี อย่างน้อยหนึ่งแสนมหากัป  แล้วกัปหนึ่งนานแค่ไหน ไม่สามารถนับได้  ( ดูบทที่ ๑๒ สงสาร กัปหนึ่ง))

วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2555

บทที่ ๑๙ นิพพานด้วยปัญญา (๓)


 

      ปัญญาทำให้รู้แจ้งแทงตลอด บทนี้เสริมความรู้ทางปัญญาที่หลายคนเคยรู้มาบ้างแล้วแต่อาจจะแตกต่างจากที่ผมนำมาเขียนเพื่อให้ได้ปัญญาจริงๆ ซึ่งมีอยู่หลายเรื่องแต่ก็ช่วยให้มีความเข้าใจมากขึ้น
พระร้องเพลง  พระเล่นจำอวด
                พระพุทธองค์ได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า  ศาสนาของตถาคตจะเสื่อมลงได้เหตุเพราะพุทธบริษัทไม่ปฏิบัติตามธรรมวินัยของพระองค์  ที่สุดเอาเศษจีวรมาผูกคอหรือมาทัดหู  ก็ขึ้นชื่อว่าภิกษุแล้ว เวลานี้ภิกษุก็ทำผิดวินัยกันมาก  ผิดกันตั้งแต่สมัยไหนก็ไม่รู้ได้  พระร้องเพลงก็มี  พระเล่นจำอวดก็มี  ทั้ง ๒ อย่างนั้นแม้จะทำให้มีผู้คนหันเข้ามาฟังธรรมกันมากขึ้น  ตามความคิดของท่านว่าเหมาะสมเข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบันก็จริงอยู่     แต่เป็นการสร้างนรกให้กับตัวเองโดยไม่รู้ตัวน่าเศร้าจริงๆ   ถ้าเป็นฆราวาสธรรมกระทำอย่างนั้นก็มีบาปอยู่มากน้อยต่างกัน  แต่เป็นพระภิกษุก็ถือว่าไม่เคารพต่อพระธรรมแล้ว  และเพราะความเป็นปุถุชนของท่าน  จึงไม่อาจเข้าใจหลักธรรมของอริยะไปได้  คนส่วนหนึ่งก็ชอบฟังพระร้องเพลง  เล่นจำอวดจนหลงยึดติดคิดว่าได้ยินได้ฟังแล้วทำให้มีความสุข                                                    
โทษของภิกษุผู้กล่าวธรรมด้วยเสียงขับยาว  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  โทษของภิกษุผู้กล่าวธรรมด้วยเสียงขับยาว ๕ ประการ  คือ (๑) ตนเองย่อมกำหนัดในเสียงนั้น  (๒) ผู้อื่นย่อมกำหนัดในเสียงนั้น  (๓) ถูกตำหนิโทษว่าสมณศากยบุตรเหล่านี้ขับเหมือนพวกขับร้อง  (๔) เมื่อพอใจการขับร้องความเสื่อมแห่งสมาธิย่อมมี  (๕) ประชุมชนรุ่นหลังย่อมถือเป็นเยี่ยงอย่าง  (คีตสูตร ๔-๒๓๔)

                ดูก่อนราหุล  เรากล่าวว่า  บุคคลผู้ไม่มีความละอายในการกล่าวมุสาทั้งที่รู้ จะไม่ทำบาปแม้น้อยหนึ่งเป็นไม่มี  เพราะเหตุนั้นราหุลเธอจักไม่กล่าวมุสา  แม้เพราะหัวเราะกันเล่น 
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เมื่อบุคคลล่วงธรรมอย่างหนึ่งคือ  การกล่าวเท็จทั้งที่รู้  เรากล่าวว่าบาปกรรมอะไรๆ  อันเขาจะไม่พึงทำไม่มีเลย (สัมปชานมุสาวาทสูตร ๕-๒๔๕)

ขับเสียงยาวเป็นอย่างไรคงไม่ต้องอธิบายกันนะ  ส่วนจำอวดมีให้เห็นกันอยู่  สร้างและสะสมทางนรกให้กับตัวเองแท้ๆไม่รู้บ้างหรืออย่างไร  ขอบอกก่อนว่าผมไม่มีเจตนาที่จะยกตนข่มท่านแต่ประการใด  แต่ต้องการให้พุทธบริษัทได้เข้าใจหลักธรรมให้มีปัญญาเพิ่มขึ้น  แม้ในเวลานี้ก็มีพระที่ทำผิดวินัยกันมากโดยไม่รู้ตัว  ฆราวาสเองก็ไม่เข้าใจ  ทำให้พระผิดวินัยกันด้วย

เพื่อให้ชาวพุทธทั้งหลายได้เข้าใจพระวินัยเพิ่มขึ้น  จึงนำตัวอย่างบางเรื่องมาขยายความให้รู้กัน
โภชนปฏิสังยุตที่ ๒  หมวดว่าด้วยการบิณฑบาตและฉันอาหาร  สิกขาบทที่ ๒  ภิกษุพึงทำความศึกษาว่า  เมื่อรับบิณฑบาต  เราจักแลดูแต่ในบาตร
ครั้งพุทธกาลโน้น  ลูกศิษย์ของพระสารีบุตรบวชมาได้  ๕ พรรษา  ยังไม่เคยไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถีเลย  ออกพรรษาแล้วก็บอกเพื่อนภิกษุให้พาไปบิณฑบาตในเมืองบ้าง   เพื่อนภิกษุก็เตือนให้ระวังรักษาให้ดี  ถ้ารักษาไม่ดีตายแน่
ภิกษุเหล่านั้นก็พากันไปบิณฑบาต  พอไปถึงหน้าบ้านเศรษฐี  พอดีลูกสาวเศรษฐีนุ่งห่มน้อยไม่ระวังกาย  ทำให้เห็นของสงวนบ้างไม่เห็นบ้าง วับๆแวมๆ  กลิ่นหอมจากเครื่องหอมลอยมา  พร้อมกล่าววาจารับอาหารหวานคาวเสียก่อน  ขณะนั้นตาของทั้งสองได้ประสบกัน  เธอนั้นงามเสียจริงๆ
สาวเจ้าก้มมองเห็นพระรูปงามเหมือนกัน  อุคคหนิมิต  เกิดขึ้นเห็นหมดทุกอย่าง  เมื่อสองฝ่ายเห็นหน้ากันอย่างนั้น  ไฟราคะก็ลุกโพลง  ไหม้ใจของลูกสาวเศรษฐีสิ้นชีวิตอยู่ตรงนั้น  ส่วนภิกษุองค์นั้นเล่าก็ถึงกับสลบไปต้องหามกันกลับวัด
ลูกสาวเศรษฐีตายแล้วก็เอาไปเผาเลย  แล้วเอาเสื้อผ้ามาบังสุกุลกับพระรูปนั้น  พอเอาเสื้อผ้ามาวางต่อหน้า  อุคคหนิมิต  เกิดขึ้นเป็นรูปหญิงสาวยิ้มให้อย่างยั่วยวน  เท่านั้นแหละ  ไฟราคะก็เผาจิตพระท่านให้สิ้นใจตายในขณะนั้น

มีพระวินัยอีกบทที่ต้องนำมาประกอบกัน คือ  ธัมมเทศนาปฏิสังยุตที่ ๓ หมวดว่าด้วยการแสดงธรรม  สิกขาบทที่ ๑๔  ภิกษุพึงทำความศึกษาว่าเรายืนอยู่  จักไม่แสดงธรรมแก่คนไม่เป็นไข้ผู้นั่งอยู่
พระทั้งหลายขณะบิณฑบาต  ญาติโยมได้ใส่บาตรเสร็จแล้วนั่งโดยเคารพและพนมมือ  พระก็ยืนให้พร  ยะถา สัพพี----- หรือบทอื่นใดก็ตาม 
นั้นแหละยืนให้พรเห็นแก่ลาภ  และไม่เคารพธรรมวินัยคำสอนของพระพุทธเจ้า  ยืนเทศนาให้แก่บุคคลไม่เป็นไข้ที่นั่งอยู่  ตัวเองก็ไม่เป็นไข้  จะถูกต้องได้อย่างไร  คำเทศนาใช่ว่าแต่จะนั่งอยู่บนธรรมาสน์ก็หาไม่  การกล่าวพระธรรมบทใดบทหนึ่งก็เป็นการแสดงธรรมเช่นกัน เมื่อญาติโยมต้องการขอพร  พระก็บอกให้เขาลุกขึ้นยืนก็ได้  (ไม่สวมหรือยืนบนรองเท้า)
พระในยุคของหลวงปู่มั่น  ภูริทัตโต  ท่านจะให้ชาวบ้านเอาไม้แผ่นเดียวมายึดไว้กับตอไม้  ถึงเวลาก็เอาผ้าขาวมาปูไว้  พอหลวงปู่มั่นและหมู่สงฆ์กำลังบิณฑบาตมา  ชาวบ้านก็จะตีเกาะเตือนให้พากันมาใส่บาตร  เสร็จแล้วก็นิมนต์ให้ท่านนั่งและให้พร  อย่างนั้นแหละท่านเคารพธรรมวินัย
พระบางวัดรับบิณฑบาตแล้วก็จะเดินไปรับบาตรที่อื่นต่อไม่ได้ให้พร  ชาวบ้านก็ไม่ว่ากระไร  แต่ชาวบ้านที่กลัวจะไม่ได้บุญก็มีเยอะต้องการให้พระท่านให้พร  ความจริงขณะใส่บาตร  จิตก่อนให้มีความยินดี  จิตขณะกำลังให้ผ่องใส  ให้แล้วมีความปิติยินดี  ครบองค์ ๓ อย่างนี้บุญก็เกิดแล้ว
พระบิณฑบาตเสร็จแล้วก็จะนำไปฉันที่วัด  เมื่อฉันเสร็จแล้วก็จะให้พรอีกครั้งหนึ่ง  แม้อาหารที่บิณฑบาตมามีมากก็จะถูกแบ่งไว้ฉันเวลาเพล  ซึ่งจะมีลูกศิษย์ฆราวาสจัดการอุ่นให้เป็นที่เรียบร้อย  เมื่อพระฉันเพลเสร็จก็จะอนุโมทนาคาถาให้อีก  วันหนึ่งให้ตั้งสองรอบนะ

ทานของนางนาค
สมัยหนึ่งภิกษุในลังกาทวีปประมาณ ๖๐ รูป  พากันเที่ยวไปไหว้บูชามหาวิหารทั้งหลาย  จากนั้นภิกษุทั้งหมดใคร่จะไปไหว้ราชายตนะเจดีย์ในนาคทวีป  เป็นลำดับต่อไป
ครั้นรุ่งแจ้งภิกษุเหล่านั้นได้เตรียมตัวเข้าไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน  เที่ยวบิณฑบาตไปทั่วไม่ได้อาหารแม้แต่น้อย  ในขณะนั้น  มีหญิงคนหนึ่งชื่อนาคาเป็นทาสีค่าตัว  ๖๐ กหาปณะ  อาศัยอยู่ในหมู่บ้านนั้นของตระกูลหนึ่งกำลังถือหม้อไปตักน้ำ  นางเห็นภิกษุเหล่านั้นเข้าไปนมัสการแล้วถามว่า  พระคุณเจ้าได้ภิกษาหารแล้วหรือ  ภิกษุทั้งหลายบอกกับนางว่า  ดูก่อน  อุบาสิกาเวลานี้ยังเป็นเวลาก่อนเพลนี่นา  นางทราบว่าภิกษุเหล่านั้นไม่ได้อะไรเลย จึงมีความคิดที่จะถวายทานแก่ภิกษุเหล่านั้น  คิดอยู่ว่าจะทำอย่างไรดี  แต่ก่อนเราอาศัยเงิน ๖๐ กหาปณะ  ทำการรับจ้างได้ค่าตัวในตระกูลอื่น  บัดนี้เราจะยอมเป็นทาสีแห่งตระกูลอื่นในเวลากลางคืน  เราจะถวายทานให้ได้ทีเดียว  จึงเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้น  ได้วางหม้อน้ำไว้เฉพาะหน้าภิกษุเหล่านั้นแล้วพูดว่า  ข้าแต่พระคุณเจ้าหม้อน้ำนี้ควรค่า ๑ บาท  ขอพระคุณเจ้าทั้งหลายโปรดรออยู่ก่อน  ข้าพเจ้าจะกลับมา
นางรีบเข้าไปสู่ตระกูลนั้นนั่นเอง  แล้วพูดกับนายเจ้าของบ้านได้โปรดให้เงิน ๖๐ กหาปณะ  งวดอื่นแก่ข้าพเจ้าเถิด  เจ้าของเงินได้ยินนางพูดเช่นนั้น  ก็ตอบไปว่า  แม่นางเป็นทาสีของตระกูลอื่นมิใช่หรือ  เธอยังไม่เห็นความหลุดพ้นจากหนี้เก่าเลย  แล้วเธอจะเอาเงินเพิ่มขึ้นเพื่ออะไรกัน  นางตอบไปว่า  ข้าแต่นาย  โปรดอย่าคิดเรื่องนั้นเลย  ข้าพเจ้ายอมเป็นทาสีในเรือนท่านในเวลากลางคืนจะทำงานใช้หนี้ท่าน ได้โปรดให้เงินแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด  เจ้าของเงินก็ตกลงแล้วทำหนังสือสัญญากันแล้วให้เงินนางไป
นางรับเงินนั้นแล้วเที่ยวไปทั่วหมู่บ้านนั้นๆ  ได้ให้เงินตระกูลละหนึ่งกหาปณะเพื่อแลกกับอาหารใช้เงินไปจนหมด  เมื่อได้อาหารพร้อมแล้ว  จึงไปใส่บาตรกับภิกษุทั้งหลาย  เมื่อใส่บาตรเสร็จแล้วจึงบอกถึงความพยายามของนางทั้งหมดจึงได้อาหารมา
ขอนมัสการเท้าของผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย  ขอพระคุณเจ้าโปรดฟังคำของข้าพเจ้า  บุคคลอื่นเช่นพระผู้เป็นเจ้านี้ในแผ่นดินย่อมไม่มีแก่ข้าพเจ้า  เพราะความเป็นคนกำพร้าอนาถา  ข้าพเจ้าทนเป็นทาสีกู้หนี้ไม่อาจใช้หนี้ได้  ข้าพเจ้าไม่มีที่อยู่  ไม่มีสมบัติ  ไม่มีญาติพี่น้อง อยู่ไปอย่างนั้น
วันนี้ข้าพเจ้าได้ถวายทานแล้ว  ขอพระคุณเจ้าทั้งหลายจงบริโภคอาหารที่ข้าพเจ้าได้ถวายด้วยเถิด
นางพาภิกษุเข้าไปยังป่ามุจลินท์  ริมสระน้ำ  ในบรรดาภิกษุเหล่านี้พระเถระเรียกพระภิกษุทั้งหลายว่า  ดูก่อนท่านผู้มีอายุ  ขอท่านทั้งหลายจงชำระให้สะอาดซึ่งนาแห่งพืช  คือศรัทธาของหญิงคนนั้น  ผู้ยังมีราคะ จงอย่าบริโภคอาหารในเวลานี้  แล้วกล่าวต่อไปว่า
แน่ะ  ท่านผู้เจริญ  หญิงคนนั้นไม่ใช่มารดาของเราและไม่ใช่พี่หรือน้องของเรา  นางนั้นไม่ใช่แม่ยาย  ไม่ใช่ลูกสะใภ้  ไม่ใช่ญาติ  และไม่ใช่เพื่อนฝูง  นางเป็นคนอนาถา  ยากจนเข็ญใจ  ทำงานของผู้อื่น  คิดอย่างนี้ว่า  ภิกษุผู้มีความเพียรเหล่านี้เป็นผู้มีศีล  มีคุณ  มีพรตดี  ทานที่ถวายแก่ภิกษุเหล่านี้แม้มีจำนวนน้อย  พึงอำนวยผลเป็นอนันต์  นางขายตัวเป็นทาสเพื่อถวายทานแก่เราทั้งหลายในวันนี้
เราทั้งหลาย  พึงหวังผลอันยิ่งใหญ่ต้องชำระตัวให้บริสุทธิ์  เราไม่ฆ่าอาสวะทั้งหลายมีราคะแล้วไม่ต้องบริโภคอาหารนั้น 
ครั้นกล่าวอย่างนั้นแล้ว  ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น  นั่งแล้วในที่นั้นเจริญวิปัสสนา  บรรลุอรหันต์  พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา  ครั้งนั้นภิกษุเหล่านั้น  อันเทวดาทั้งหลายในป่านั้นแซ่ซ้องสาธุการ  เมื่อบริโภคอาหารแล้ว  เทวดาที่สิงสถิตอยู่ตามเศวตฉัตรของพระราชาทราบความเป็นไปของนางนั้นและของภิกษุทั้งหลาย  และได้ยินสาธุการของเทวดาทั้งหลายในป่านั้น  จึงให้สาธุการด้วยความยินดีว่า
สาธุ  สาธุ  ท่านผู้มีศรัทธามาก  สาธุ  สาธุ  ความดีท่านทำแล้ว  ทานได้ถึงเนื้อนาบุญแล้ว  วันนี้ท่านได้ลาภเป็นอย่างดี
พระราชาได้ยินเสียงสาธุการของเทวดา  ตรัสถามว่าแน่ะเทวดาท่านให้สาธุการแก่ทานของข้าพเจ้าหรือ  หรือว่าให้สาธุการแก่ทานของผู้อื่น  ลำดับนั้น  เทวดาตอบพระราชาว่า  สาธุการมิได้หมายถึงทานของพระองค์  แต่หมายถึงทานของนางนาคา  แล้วกล่าวว่า
ผู้ใดทำการบีบคั้นผู้อื่นด้วยการบั่นรอนและทำลายเป็นต้น  และยังทำบูชาใหญ่คือการถวายทาน  ให้เป็นไปทานของผู้นั้นไม่มีผลมาก
ผู้ใดไม่มีความนับถือเป็นเบื้องหน้าให้ทานในที่ใช่เนื้อนาบุญ  โดยไม่มีศรัทธา  ไม่พิจารณาให้ถี่ถ้วนทานของผู้นั้นไม่มีผลมาก
ผู้ใดแม้เป็นคนยากจนเข็ญใจ  แต่มีศรัทธามากประกอบด้วยความนับถือ  มีใจบริสุทธิ์  ให้ทานแม้เล็กน้อยทานของผู้นั้นย่อมให้ผลหาที่สุดมิได้
เทวดาพรรณนา  ความมีผลมากในทานโดยนัยนี้เป็นต้น  แล้วพูดว่า  ข้าแต่มหาราช  หญิงคนหนึ่งชื่อนาคาในนาคทวีปเป็นทาสีเงิน ๖๐ กหาปณะ  ได้ถวายทานอย่างนี้แก่ภิกษุทั้งหลายและภิกษุทั้งหลายอาศัยทานของนางจนบรรลุอรหันต์  ข้าพเจ้าชื่นชมยินดีต่อหญิงนั้นจึงให้สาธุการแล้วเล่าเรื่องราวทั้งหมดโดยพิสดาร
พระราชาทรงฟังเรื่องนั้นแล้ว  มีความโสมนัสตรัสเรียกเจ้าหนี้และนางนั้นมาแล้วทรงโปรดใช้หนี้ให้แก่นาง  ทำนางนั้นให้พ้นจากเป็นทาส  ทรงทำทวีปทั้งหมดนั้นให้เป็นรางวัลประทานแก่นางนั้น  ทรงประทานสมบัติเป็นอันมาก  ตั้งแต่นั้นมา  นัยว่า  ทวีปนั้นมีชื่อปรากฏว่า  นาคทวีป  แต่นั้นมานางทำบุญกรรมเป็นอันมาก  ในเวลาสิ้นชีวิตไปเกิดในเทวโลก  ดังนี้
ผู้มีใจประกอบด้วยปัญญาอย่างนี้  ทำตนให้เป็นทาสให้ทานแล้ว  ย่อมไปสวรรค์  และเป็นผู้ได้รับการสรรเสริญ
เพราะฉะนั้นท่านจงยินดียิ่งๆขึ้นไปต่อการให้ทานมีความปรารถนาประโยชน์เป็นเหตุ  ตัดกองตระหนี่เสีย  คบมิตรคือทานเถิด
ข้าพเจ้านำเรื่องของนางนาคมาเขียนและมีรายละเอียดมากหน่อยเพื่อต้องการให้ชาวพุทธได้เข้าใจการทำทานแม้น้อยนิดแต่ให้ผลมากได้อย่างไร  ภิกษุสมัยก่อนปฏิบัติเช่นไร  จึงทำให้ทานของนางนาคมีผลมาก  เรื่องลักษณะนี้ก็มีอยู่หลายเรื่องด้วยกัน  นำมาให้อ่านเพียงเรื่องเดียว
ปัจจุบันคงจะเป็นไปได้ยากที่ทานจะให้ผลได้ขนาดนั้น  เพราะหาภิกษุที่อยู่ในธรรมวินัยได้น้อย  ยิ่งพระอริยะแล้วยิ่งหายากไปอีก  จะว่าแต่พระอรหันต์เลย  พระโสดาบันก็หาได้ยากแล้ว  ความจริงพระโสดาบันบ้านเราก็ยังมีอยู่นะ  พระโสดาบันที่เป็นฆราวาสก็มี  ของอย่างนี้รู้เฉพาะตน  ถ้ายังไม่มีโอกาสได้สนทนากับท่านก็ไม่อาจรู้ได้ง่ายๆ  พระโสดาบันบุคคลก็ใช้ชีวิตปรกติเหมือนปุถุชนทั่วไป  จะมีบ้างที่การพูดการกระทำจะต่างกันออกไป  คนทั่วไปจะมองไม่ค่อยออก  คนใกล้ชิดบางคนก็ยังมองไม่ออกก็มีมาก  ใครได้พบเจอและมีโอกาสได้สนทนาธรรมก็ถือว่ามีลาภอย่างยิ่ง

วันอาทิตย์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2555

บทที่ ๑๘ นิพพานด้วยปัญญา (๒)

รูปภาพ
เพิ่มคำอธิบายภาพ
http://www.visudhidham.com/joomla/th/the-buddha2.html

เทวดาเหล่าใดมีทุกข์ย่อมมาสู่โลกนี้

บทความที่ว่า นิพพานด้วยปัญญาทั้งหมดจะเป็นบทความที่ส่งเสริมปัญญา มีเหตุผลที่ไปหักล้างความเชื่อเดิมๆว่าไม่ถูกต้องอย่างไร แต่ขอให้ผู้อ่านพิจารณาด้วยปัญญาจริงๆ ไม่ใช่จะเถียงกันแบบข้างๆคูๆ เพื่อจะเอาชนะกัน ผมเองคงจะใช้เหตุผลมากกว่าแต่ถ้าไม่ยอมรับกันก็ขอให้ยุติโดยดี ผมเคยบอกไว้ตอนต้นแล้วว่า พระไตรปิฎกได้มีการสังคายนามาหลายครั้ง แม้ครั้งหลังสุด ก็ไม่ได้บอกว่าพระที่มาร่วมสังคายนานั้นเป็นพระอรหันต์ทุกรูป พระหลวงปู่มั่นและลูกศิษย์ของท่านก็ไม่ได้แตกฉานพระไตรปิฎก แต่คนส่วนใหญ่ก็ยอมรับว่าท่านเป็นพระอรหันต์ และพระที่จบเปรียญธรรม ๙ ประโยค แตกฉานในพระไตรปิฎก ก็ยังเอาตัวไม่รอดคือเป็นเพียงพระใบลานเปล่าที่ยึดติดแต่ตำราก็มีให้เห็นกันอยู่ พระบางรูปที่จบเปรียญธรรม ๙ ประโยคที่ยังมีอัตตาตัวต้นก็มีให้รู้ให้เห็น บางรูปลาสิกขา เอาเปรียญธรรม ๙ ประโยคไปเทียบกับปริญญาทางโลกก็มี ปุถุชนส่วนใหญ่มักจะเถียงกันว่าสิ่งที่ตัวเองรู้เห็นหรือได้ยินจากครูบาอาจารย์นั้นถูก แต่พระอริยะเจ้าทั้งหลายจะไม่โต้เถียงในธรรมนั้นๆ จะกล่าวว่าธรรมของท่านเข้าใจง่าย ลึกซึ้งจริงหนอ เราไม่สงสัยในภูมิธรรมของท่าน ดังธรรมของพุทธองค์ที่สามารถทำให้ที่มืดสว่างได้
เทวธรรม  คือ  ธรรมที่ทำให้บุคคลเป็นเทวดาก็คือ  หิริ  ความละอายต่อบาป  และโอตตัปปะ  ความกลัวผลของบาป  คนเรามีอารมณ์ต่างกัน  คนที่มีศรัทธาจริตจึงนิยมเทวดาที่มีอิทธิฤทธิ์ต่างๆ  สูงกว่าเทวดาก็เป็นพรหม  สูงกว่าพรหมก็นิพพานเลย  แต่การจะเข้าถึงนิพพานเลยทีเดียวนั้นยาก  จึงต้องเป็นไปตามลำดับจากต่ำไปก่อนเทวดาก็มีอายุขัย  เมื่อเทวดาเสวยบุญจนหมดแล้วย่อมไปเกิดยังภพภูมิใหม่  แม้แต่ภูมิของนรก  เทวดาก็มีโอกาสไปได้มาก  พระโพธิสัตว์เองก็ไม่ยกเว้น  นอกจากนรกขุมใหญ่คือโลกันตนรก  และอวจีนรก  ตามที่บอกไว้แล้วในเบื้องต้น  องค์คุณ ๑๘  ประการของพระโพธิสัตว์
เหตุที่พระโพธิสัตว์ยังต้องตกนรก  เพราะพระโพธิสัตว์มิใช่อริยบุคคลจึงห้ามนรกไม่ได้
พระเตมีย์
ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าได้เคยเสวยพระชาติเป็นพระเจ้าพาราณสี  เสวยราชสมบัติอยู่  ๒๐ ปี  สมัยนั้นไม่มีผู้ใดพิพากษาแทนพระองค์เหมือนทุกวันนี้  ดังนั้นพระองค์จำเป็นต้องทำหน้าที่เอง  พระองค์ได้ทรงลงอาญา  จองจำ  เฆี่ยนตี  ประหารชีวิต  บางทีก็ลงโทษผิด  จะด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง  เมื่อพระองค์สวรรคตแล้วได้ไปเกิดในอุสสุทนรกถึง ๘  หมื่นปีนรก  เมื่อพ้นจากนรกแล้ว  ไปเกิดเป็นเทพบุตรอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ตลอดอายุขัย  มีกำหนด ๓ โกฏิ  ๖ ล้านปีมนุษย์  แล้วจึงจุติลงมาเกิดเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าพาราณสี  มีพระนามว่า  พระเตมีย์
พระเตมีย์ประสูติแล้วได้  ๑ เดือน  พระพี่เลี้ยงได้อุ้มไปเข้าเฝ้าพระราชบิดา  ทรงโปรดปรานอุ้มไปวางลงบนพระเพลาของพระองค์  ขณะนั้นพระองค์กำลังทรงวินิจฉัยคดีและตรัสสั่งลงโทษโจรทั้ง ๔  ให้ไปเฆี่ยนแล้วตัดศีรษะบ้าง  ไปเสียบหลาวทั้งเป็นบ้าง  พระเตมีย์ราชกุมารได้ยินแล้วทำให้สะดุ้งกลัวต่อราชอาญาแทนโจรเหล่านั้น  จึงทรงรำพึงว่าเรามาจากไหนหนอจึงมาเกิดในที่นี้  ก็นึกได้ว่ามาจากสวรรค์  แล้วนึกต่อไปว่าก่อนนั้นมาจากไหน  มาจากนรก  เหตุที่ตกนรก  เพราะทำบาปกรรมลงโทษแก่คนทั้งหลาย  ที่เกิดบนสวรรค์เพราะทำทาน  รักษาศีลภาวนา
พระองค์ทรงนึกเกลียดกลัว  และไม่ปรารถนาที่จะได้ราชสมบัติ  เพราะจะเกิดเหตุอย่างที่พระองค์เคยกระทำไว้แล้ว  และทำให้ต้องตกนรก  จึงทำตัวเองให้ง่อยเปลี้ย  เสียขา  ใบ้  บ้า  หูหนวกตาบอด  ตามคำเทพธิดานางหนึ่งซึ่งเคยเป็นพระมารดาของพระองค์ในอดีตชาติ  รายละเอียดทั้งหลายก็หาอ่านได้ในพระเจ้าสิบชาติ  หรือพระเจ้า ๕๐๐ ชาติ 
ผมหาเหตุและผลที่สมควรเชื่อมากกว่าให้พุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้พิจารณาไตร่ตรองให้ถ้วนถี่  พระโพธิสัตว์ที่กล่าวอ้างกันได้ให้ธรรมะผู้ใดได้เข้าถึงธรรมที่แท้จริงคือข้ามการเป็นปุถุชนสู่อาริยะมีบ้างหรือไม่
ปุถุชนที่ยังหลงอยู่มีศรัทธาที่ต่างกันออกไป  แต่ศรัทธานั้นก็ยังไม่พ้นอบายภูมิไปได้   มีภพชาติที่หาที่สุดมิได้
เพราะความลังเลสงสัยในพระรัตนตรัย  คนทั้งหลายจึงหาที่สุดภพชาติไม่ได้  บทสวดมนต์ทำวัตร  ว่าข้าพเจ้าบูชาอย่างยิ่ง  เฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้า  พระธรรม  พระสงฆ์  ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น  พระธรรม  พระสงฆ์  ด้วยเศียรเกล้า  สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี  พระพุทธเจ้าเป็นสรณะ  พระธรรมเป็นสรณะ  พระสงฆ์เป็นสรณะ  อันประเสริฐของข้าพเจ้าด้วยการกล่าวคำสัจนี้  ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา  แต่คนส่วนใหญ่กลับไปศรัทธาต่อสิ่งอื่น  ที่ไม่ใช่พระรัตนตรัย
คนส่วนใหญ่จึงยังไม่เข้าถึงพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง  แม้การเข้าใกล้พระรัตนตรัยยิ่งยากไปอีก  ที่บอกอย่างนั้นเพราะยังห่างไกลความเป็นอุบาสกหรืออุบาสิกา  ซึ่งเป็นพุทธบริษัทฝ่ายฆราวาส
คุณสมบัติอันเหมาะแก่การเป็นอุบาสกหรืออุบาสิกา
๑.     ผู้ถึงพระรัตนตรัย  ว่า  เป็นสรณะ
๒.    ผู้มีศีล 
๓.    ผู้มีอาชีพเว้นการค้า  ๕ อย่าง  คือ  การค้าอาวุธ  การค้าสัตว์  การค้าเนื้อ (ที่เขาฆ่าชำแหละเพื่อปรุงอาหาร) การค้าน้ำเมา  และการค้ายาเสพติดมีพิษ
๔.    ไม่ถือมงคลตื่นข่าว  เชื่อผลของกรรม
๕.    ไม่แสวงบุญนอกพุทธศาสนา  หมายถึง  ทำบุญกับทักขิไณยบุคคล  นอกพระพุทธศาสนาโดยเห็นเป็นสำคัญหรือทำก่อน  แต่การบริจาคให้สิ่งของเป็นทานกับผู้ที่ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนาไม่เป็นไร  เพราะไม่ใช่ทักขิไณยบุคคล

       ถ้าทำบุญแล้วยังหลงบุญ เชื่อว่าวัดนี้ชื่อดีเป็นชื่อมงคล ทำบุญที่วัดทางภาคเหนือ จะทำอะไรก็เหนือกว่าผู้อื่น(วัดทางภาคใต้คงไม่มีใครทำบุญ)  วัดนั้นดีอย่างโน้นอย่างนี้ ต้องทำให้ได้ ๙ วัดในวันเดียว ฯลฯ อย่างนี้เป็นได้แค่ทายกหรือทายิกา(ผู้ให้ชาย ผู้ให้หญิง) ยังเป็นอุบาสกหรืออุบาสิกายังไม่ได้ คนส่วนใหญ่จึงใช้คำพูดผิด เวลาไปทำบุญที่วัด บางคนนุ่งขาวห่มขาว มัคนายกจะเรียกอุบาสกอาบาสิกาเป็นส่วนใหญ่ บางที่ก็เรียกทายกทายิกาหรือเรียกรวามทั้งหมด อุบาสกอุบาสิกาและทายกทายิกา และย้อนไปอ่านเรื่องอานุภาพพุทโธ เพื่อให้เข้าถึงรัตนตรัยยิ่งขึ้น

เทวดามีจริงหรือ
                พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทูลถามเรื่องของเทวดามีจริงหรือ  ต่อพระพักตร์พระพุทธเจ้า  พระองค์ทรงตรัสว่ามีจริง  แล้วพระเจ้าปเสนทิโกศลทูลถามต่อไปว่า  เทวดาเหล่านั้นมาสู่โลกมนุษย์นี้หรือไม่  พระพุทธองค์ทรงตรัสตอบว่า  เทวดาเหล่าใดมีทุกข์ย่อมมาสู่โลกนี้  ไม่ทุกข์ไม่มา  (กรรณกัตถลสูตร ๗-๖๔) พระสูตรนี้สำคัญมาก ไม่ทุกข์ไม่มา  เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้าโดยแท้
                ขอให้กำลังใจผู้ปฏิบัติทั้งหลายที่ปรารถนาจะก้าวพ้นจากปุถุชนเข้าสู่อริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งตามบารมีธรรมที่สั่งสมมา  อย่าได้ย่อท้อ  อย่าได้ลังเลสงสัยในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเลย
                ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น  ต่อไปก็จะมีเหตุอย่างอื่นอีกในทำนองนี้  เพราะเขาไม่สามารถตัดความลังเลสงสัย  อันเป็นข้อหนึ่งในสามของสังโยชน์ (โสดาบัน) ที่ตัดได้แล้วก็จะผ่านพ้นล่วงวิสัยความเป็นปุถุชนได้  ตัดสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ได้ก็สำเร็จพระอรหันต์