แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วันโกหกโลก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วันโกหกโลก แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

บทที่ ๙ มุสาวาท วันโกหกโลกและนับแกะ

มุสาวาทเว้นจากการพูดเท็จ  
ศีลข้อนี้บัญญัติขึ้น  เพื่อเป็นการป้องกันการทำลายประโยชน์ของกันและกันด้วยวาจา  คือ  เว้นจากการพูดเท็จ  เว้นจากการพูดส่อเสียด  เว้นจากการพูดคำหยาบ  เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ  ที่เรียกว่า  สัมมาวาจา
การพูดเท็จ  คือ  การโกหก  เจตนาบิดเบือนความจริงให้คนหลงเชื่อ
การพูดส่อเสียด  หมายถึง  การพูดยุยง  เพื่อให้เกิดการแตกแยก
การพูดคำหยาบ  มีหลายลักษณะ  เช่น  คำด่า  คำประชดเสียดแทง  คำแดกดันหรือเสียดสี  คำกระทบ
การพูดเพ้อเจ้อ  คือ  การพูดเหลวไหล  ไร้สาระ  พูดเล่น  สรวลเสเฮฮา 
มีการเดินขบวนต่อต้านฝ่ายที่ทำให้ตนเสียประโยชน์  มีการสร้างสถานการณ์ก่อม็อบประท้วงเพราะผลประโยชน์ที่ตกลงกันไม่ได้  ตั้งกลุ่มขับไล่โจมตีรัฐบาล
ผู้ศึกษาธรรมทั้งหลายจะเห็นข่าวทางทีวีและหนังสือพิมพ์  มีผู้คนจำนวนมากได้แสดงกิเลสของแต่ละคนออกมามากบ้างน้อยบ้าง  ด้วยการพูดส่อเสียด ด่าทอ หยาบคาย  โกหก  บิดเบือนความจริง  ล้วนแต่ทำให้ศีลข้อมุสามัวหมอง  จนกระทั่งผิดศีล  มีการบันดาลโทสะ  ผูกโกรธ  จองเวร  ต่างๆนานา  มีคนที่จะเป็นมารมากกว่าที่จะเป็นพระ  ได้สะสมกิเลสให้มากขึ้น  ทางอภิธรรมหมายถึงจิตและเจตสิกที่มีอยู่หลายดวง  อันเป็นอกุศลจิตได้ถูกสะสมโดยไม่รู้ตัว
พุทธทำนาย
ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในไตรภูมิและพระอนาคตวงศ์
ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า  หลังจากตถาคตนิพพานไปแล้วได้ ๕,๐๐๐ ปี  เมื่อโลกไปถึงจำนวนที่ตถาคตทำนายไว้  มนุษย์และสัตว์จะได้ภัยพิบัติเป็นระยะ ๓๐ ปี  จะเกิดจลาจลวุ่นวาย  เมืองหลวงจะลุกเป็นไฟ  ลูกไฟจะตกจากฟ้า  เหล็กกล้าจะทะยานจากน้ำ  มหาสมุทรจะชอกช้ำ  สงครามจะเกิดที่ ๘ ทิศทั่วแคว้นจะอดอยาก  แผ่นดินอธรรมจะถล่ม  เมืองมนุษย์จะมืด ๗ วัน    คืน  พวกนอกศาสนาจะรบราฆ่าฟันตายกันไปฝ่ายละครึ่งจึงเลิกรา
เมื่อภัยพิบัติครั้งนี้ผ่านไป  พวกที่ไม่ได้อยู่ในศีลในสัตย์จะหมดไป  เครื่องเบียดเบียนชีวิตในสมัยวิทยาศาสตร์จะหมดสิ้นไป  การงานของมนุษย์จะสำเร็จด้วยอริยศาสตร์  ซึ่งไม่ต้องเบียดเบียนแรงผู้ใด
ในปีมะโรง  ผู้มีบุญคือพระธรรมิกราชจะมาเกิดปีที่มนุษย์จะโก้งโค้ง  จะคลานเหมือนกบ
พุทธทำนายที่ถูกแปลออกมานี้ไม่น่าจะอยู่ในยุคสมัยนี้อย่างที่เมื่อก่อนมีหลายคนเข้าใจคือกึ่งพุทธกาล  แม้จะมีเหตุการณ์หลายอย่างตรงกัน  หลายประเทศเกิดจลาจลและเกิดภัยพิบัติต่างๆ  แต่เครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่ใช้เบียดเบียนกันยังไม่หมดไปง่ายๆ มีแต่จะพัฒนาให้รุนแรงขึ้น
ขณะนี้มีบทแผ่เมตตาของพระยาธรรมมิคฆราช  ที่ว่าได้มาจากถ้ำเมืองกาญจนบุรีได้มีเผยแพร่อยู่ในขณะนี้
พระอนาคตวงศ์ที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสต่อพระสารีบุตรว่า  ในอนาคตกาลจะมีพระโพธิสัตว์ทั้ง ๑๐ องค์  จะมาตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระพุทธเจ้า  ( มีชื่ออยู่ในเรื่องของทาน )
อันว่านรชาติชายหญิงจำพวกใด  ได้ถวายนมัสการกราบไหว้  ซึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๑๐ คน  กับทั้งไม้พระศรีมหาโพธิ์ ๑๐ ต้น  จะมีผลานิสงส์คือ  มิได้บังเกิดในนรกสิ้นกาลช้านานถึงแสนกัป  ด้วยกุศลเจตนาของตน  ที่ระลึกถึงพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๑๐ พระองค์นั้น
พระสารีบุตรกราบทูลอาราธนาให้พระพุทธเจ้านำมาซึ่งอดีตแห่งสมเด็จพระพุทธเจ้าทั้ง ๑๐ องค์  ความว่า
เมื่อศาสนาพระตถาคตครบ ๕,๐๐๐ ปีแล้ว  ฝูงสัตว์มีอายุถอยลงคงอยู่  ๑๐ ปี  เป็นอายุขัย  ครั้งนั้นจะเกิดมหาภัยเป็นอันมาก  มีสัตถันตรกัลป์  มนุษย์ทั้งหลายจะรบพุ่งฆ่าฟันซึ่งกันและกันจะจับกิ่งไม้และใบหญ้าก็กลายเป็นหอกดาบ  อาวุธน้อยใหญ่ที่มาแทงกัน  ฝูงมนุษย์ที่มีปัญญาก็หนีไปซุกซ่อนอยู่ในป่าเขา  จะเหลืออยู่แต่มนุษย์ที่มีปัญญา  นอกนั้นแล้วก็ถึงซึ่งพินาศฉิบหาย  เมื่อพ้นเจ็ดวันไปแล้วมนุษย์ที่ซ่อนอยู่เห็นสงบดีแล้วก็ออกจากที่ซ่อน  ครั้นเห็นซึ่งกันและกันก็มีความสงสารรักใคร่กันเป็นอันมาก  กอดรัดร้องไห้รักกันไปมา  บังเกิดความเมตตากรุณากันมากขึ้น  ตั้งอยู่ในเมตตาพรหมวิหารแล้วก็อุตสาหะ  รักษาศีลห้า  เจริญกรรมฐานภาวนาว่า อะยังอัตตะภาโว อันว่ากายของอาตมานี้อนิจจัง  หาจริงไม่  ทุกขังเป็นกองแห่งทุกข์  หาสัญญามั่นหมายมิได้  ด้วยกายอาตมาไม่มีแก่นสาร  เมื่อมนุษย์ทั้งหลายปลงปัญหาเห็นในกระแสพระกรรมฐานภาวนาดังนี้เนื่องๆ  อายุของมนุษย์ทั้งหลายก็เจริญขึ้นไป  จาก ๑๐ ปี เป็น ๒๐ ปี  ค่อยทวีขึ้นจนอายุได้ ร้อย พัน  หมื่น  แสน  โกฏิ  จนถึงอสงไขยหนึ่ง  ครั้นนานไปเห็นว่าไม่รู้จักตายแล้ว  ก็มีความประมาท  อายุก็ถอยน้อยลงมาทุกทีจนถึงแปดหมื่นปี
ครั้นนั้นกรุงพาราณสีเปลี่ยนนามว่า  เกตุมมะดี  มหานะสะกาลเทวบุตร  ก็จุติลงมาเกิดเป็นสมเด็จบรมจักรพัตราธิราช  ทรงพระนามว่า  พระยาสังขจักรเสวยสิริราชสมบัติในเกตุมมะดีมหานคร
ฝ่ายมหาปุโรหิตผู้ใหญ่ของสมเด็จพระสังขจักรนั้นเป็นมหาพราหมณ์มีนามปรากฏว่า  สุตพราหมณ์  นางพราหมณ์มณีผู้เป็นภริยานั้นมีนามว่า  นางพราหมณ์วดี  ในกาลนั้นสมเด็จพระบรมโพธิสัตว์  พระศรีอริยเมตไตรยเจ้า  รับอาราธนานิมนต์แห่งเหล่าเทพยดาทั้งหลาย  ก็จุติลงมาจากดุสิตสวรรค์ลงมาปฏิสนธิในครรภ์แห่งนางพราหมณ์วดี  ในวันปัณรสีอุโบสถ เพ็ญเดือน๕ ขึ้น ๑๕ ค่ำ  เวลาปัจจุสมัยใกล้รุ่งพร้อมด้วย  อัศจรรย์ทั้งหลาย  ๑๒ ประการ
พระองค์มีพระชนม์ได้ ๔ หมื่นปีแล้ว  จึงออกบวช  กระทำความเพียรอยู่ ๗ วัน  จึงสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
กลับมาที่เรื่องผู้ประท้วงต่อนะ..  ผู้คนทั้งหลายไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็ตามได้สะสมกิเลสมาเป็นอเนกชาติจนถึงชาติปัจจุบัน  เหมือนพลังของโลกที่ข้างในยังไม่สงบพร้อมที่จะเกิดแผ่นดินไหวได้ตลอดเวลา  เมื่อผู้ชุมนุมทั้งหลายสะสมกิเลสให้ทวียิ่งขึ้นด้วยการด่าหยาบคาย  แสดงอาการโกรธแค้นไม่พอใจ  สรรหาคำต่างๆเพื่อพูดยั่วยุให้ฝ่ายตรงข้ามโกรธฯ ตายจากชาตินี้ไปแล้ว  ไปเกิดในนรกหรือบนสวรรค์ก็ดี  เมื่อใช้บุญและบาปหมดแล้วก็ต้องมาเกิดเป็นคนอีก  ด้วยความที่เป็นปุถุชนอยู่  จึงเกิดตายนับชาติไม่ถ้วน  จึงมีโอกาสไปเกิดในยุคที่พุทธทำนายเอาไว้  กิเลสที่นอนเนื่องเป็นอเนกชาติก็จะระเบิดออกมา  เมื่อมีเหตุปัจจัยทำให้เป็นไป  ถึงฆ่าฟันกันตายในที่สุด  อันเป็นการสร้างผลกรรมให้มากขึ้น  หาที่สุดของพบชาติไม่ได้
เหตุที่เกิดไม่ใช่เฉพาะคนไทยเท่านั้น  รวมไปถึงคนทั่วไปที่เป็นคนนอกศาสนาที่กำลังเข่นฆ่ากันไม่หยุด
เมื่อกระทำผิดศีลมุสาวาทไปแล้ว  ผลต่อเนื่องคือบันดาลโทสะ  และเกิดการเข่นฆ่ากันในที่สุด
ผู้ที่เกิดเป็นเปรตปากเท่ารูเข็มก็เพราะกล่าวมุสาวาท  ด่าพ่อแม่  แม้การติเตียนผู้กระทำทานก็ยังบังเกิดเป็นเปรตได้  ทำผิดศีลแต่ละข้อแม้จะตกนรกและใช้กรรมจนหมดแล้ว  ก็ยังมีโอกาสมาเกิดเป็นเปรตได้อีก
มีเรื่องเศร้าที่เกิดขึ้นกับชาวพุทธของเรา  โดยเฉพาะคนที่เคยอยู่ต่างประเทศและพวกนิยมวัฒนธรรมของต่างชาติ  โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ไม่อาจจะปิดกั้นนรกได้  ซ้ำยังพาตัวเองให้ต้องตกนรกอีก  เพราะไปรับวัฒนธรรมวันโกหกของเขามา  และเห็นเป็นความสนุกสนานไป  นี่แหละคนส่วนใหญ่จึงตกนรกมากกว่าไปสวรรค์
ศีลข้อนี้จะทำให้บริสุทธิ์ได้เป็นของยากอย่างยิ่ง  แม้พระโสดาบันเองละการพูดเท็จได้  แต่ยังพูดคำหยาบที่ไม่น่าฟัง  ไม่รุนแรง  ถึงขั้นที่จะไปอบายภูมิได้เพราะพระโสดาบันจะไม่ไปเกิดในอบายภูมิอีก  คำพูดที่ไร้สาระที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องทาน  ศีล  ภาวนา  พระโสดาบันยังละไม่ได้  พระอรหันต์เท่านั้นที่ละได้
พระพุทธเจ้ากล่าวกับภิกษุทั้งหลายว่า  เมื่อบุคคลล่วงธรรมอย่างหนึ่ง  คือ สัมปชานมุสาวาท  (การกล่าวเท็จทั้งที่รู้ )แล้วเรากล่าวว่าบาปกรรมอะไรๆ  อันเขาจะไม่พึงทำไม่มีเลย(สัมปชานมุสาวาทสูตร ๕-๒๔๕)
พอพูดถึงวัฒนธรรมของต่างชาติ  ก็มีอีกเรื่องหนึ่งที่จะแนะนำบอกกล่าวกันให้รู้และนำไปปฏิบัติก็คือ  การนอนไม่หลับแล้วไปนับแกะอย่างของต่างชาติเขา  ให้เปลี่ยนมาเป็นการท่องพุทโธจะดีกว่า  ถ้าเป็นเด็กหรือลูกๆก็จะเป็นการเพาะนิสัยที่ดีให้เข้าถึงพระพุทธเจ้า  แล้วค่อยอธิบายเกี่ยวกับคุณของพระพุทธเจ้าที่มีอยู่มากมายให้ลูกๆฟัง  แม้ตัวท่านเองก็จะได้ประโยชน์ต่อการณ์นี้  นำไปใช้ได้ทุกคน
ท่องพุทโธใหม่ๆท่องไปเรื่อยๆ  ให้จิตอยู่ที่พุทโธตลอดเวลา  ถ้าท่องไปเรื่อยๆแล้วหลับไปก็ดี  หรือจะให้จับลมหายใจเข้าพุท  หายใจออกโธก็ได้  ไม่มีรูปแบบ  ท่องเพื่อให้สบายใจก่อน  โดยเฉพาะเด็กๆไม่ต้องตั้งกฎเกณฑ์  ค่อยเป็นค่อยไป  ขณะท่องถ้ามีสิ่งอื่นมารบกวนก็ให้นึกถึงพระพุทธรูปที่บูชาอยู่ที่บ้านหรือในโบสถ์ที่เราจำได้  การท่องพุทโธขณะจะนอนหลับนั้น  ทำให้นอนหลับสบายไม่ฝันลามก  ป้องกันภัยได้สารพัด
ต่างชาติมีวัฒนธรรมที่ขัดกับศีลธรรมอันดีของบ้านเรา แต่คนบ้านเราก็ยังนิยมเอาสิ่งไม่ดีของเขามาใช้ คือการโกหกหรือวันโกหกโลกหรือ april fool day  โกหกกันทั้งประเทศ  อย่างวันเกิดของใครสักคนโดยเฉพาะพ่อแม่ของเรา ที่ท่านกำลังรอให้ลูกๆมาอวยพรให้  แต่ลูกๆแกล้งทำเป็นลืม พอตกดึกท่านจะเข้านอนแล้วถึงมาเซอร์ไพรส์อวยพรให้ท่าน แต่ก่อนหน้านั้นถ้าท่านเกิดมีอันเป็นไปเสียก่อน และท่านก็ทุกข์กับการรอคอยคำอวยพรหรือการจัดงานวันเกิดให้ท่าน ถ้าท่านตายไปตอนนั้นท่านก็ต้องตกนรกทันที เพราะจิตเศร้าหมองกระวนกระวายที่ใครๆจำวันเกิดของท่านไม่ได้ ดูเป็นเรื่องธรรมดาแต่ก็ไม่ธรรมดานะ จะทำอะไรก็คิดให้ดี
อานุภาพพุทโธ
เมื่อพระพุทธเจ้าได้ปรินิพพานแล้ว  มีคนมิจฉาทิฐิผู้หนึ่งนับถือพระพรหม  คนอีกผู้หนึ่งเป็นสัมมาทิฐิ  อาศัยอยู่ในนครราชคฤห์  ทั้งสองต่างมีลูกชายคนละคน  เด็กทั้งสองเป็นเพื่อนกันชอบเล่นด้วยกัน  วันหนึ่งเมื่อเด็กทั้งสองเล่นกีฬาตีคลี  บุตรของคนสัมมาทิฐิกล่าวว่า  นะโมพุทธายะ ( ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระพุทธ ) แล้วโยนลูกคลีไปก็ชนะทุกๆวัน  บุตรของคนมิจฉาทิฐิกล่าวว่า  นะโมพรหมุโน ( ข้าพเจ้าขอนอบน้อมพระพรหม ) แล้วโยนลูกคลีไปก็แพ้
ครั้นแล้วลูกของคนมิจฉาทิฐิ  จึงถามว่า  เพื่อนเอ๋ย  เธอชนะอยู่เสมอ  เธอกล่าวอะไรก่อนโยนลูกคลี  ก็ได้คำตอบจากเพื่อนว่า  เรากล่าวว่า  นะโมพุทธายะ  ก่อนโยนลูกคลี  เด็กทั้งสองก็ยังเล่นกันอยู่บ่อยๆ
ต่อมาบุตรของคนมิจฉาทิฐิก็ตามบิดาเข้าไปในป่าหาฟืน  เมื่อได้ฟืนพอสมควรแล้วใส่เกวียนบรรทุกกลับมา  ใกล้ถึงประตูนครก็ปล่อยให้วัวไปกินหญ้า  วัวได้เข้าไปในนครกับวัวตัวอื่น  บิดาของเขาจึงสั่งให้บุตรดูแลเกวียนให้ดี  บิดาจะเข้าไปตามหาวัว  เขาเข้าไปยังนครก็ถึงเวลาเย็นแล้ว  ทหารจึงปิดประตูเมือง
ครั้นแล้วเด็กผู้นั้นก็นอนอยู่ใต้เกวียน  ยักษ์ที่เป็นมิจฉาทิฐิพูดว่า  เราจะกินเด็กคนนี้  แต่ยักษ์ที่เป็นสัมมาทิฐิพูดว่า  ท่านอย่าทำอย่างนี้  พูดห้ามกันถึง ๓ ครั้ง