วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

บทที่ ๑๕ นิพพาน(๒)


   นิพพาน แดนนิพพาน นิพพานอยู่ไหน นิพพานมีลักษณะอย่างไรเป็นอนัตตาหรือไม่หรือว่าเป็นสูญว่างเปล่า มีคำถามและคำตอบมากมาย จะอ้างอิงจากตำราหรือจากปากของครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ใครเชื่อตำราก็ว่าของเขาถูก เชื่อครูบาอาจารย์ก็ว่าของเขาถูก และพวกที่เชื่อว่านิพพานไม่มีก็ว่าของเขาถูก

     ผมเองก็ดูจากตำราและสมควรที่จะเชื่อในส่วนไหน แต่ผมมีข้อวินิจฉัยหรือหลักพิจารณาดังนี้

       ๑.  ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าสำเร็จโพธิญาณแล้วและพิจารณาว่าธรรมที่พระองค์ค้นพบนั้นเป็นของลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต ละเอียด ยากที่จะเข้าใจได้ เพราะหมู่สัตว์ทั้งหลายไม่มีฐานะที่จะสงบระงับสังขารทั้งปวง ความสิ้นตัณหา วิราคะความคลายกำหนัดยินดี นิพพานประด้วยมรรคมีองค์ ๘ เป็นปฏิปทาเพื่อกระทำนิพพานให้แจ้ง ก็จะเห็นได้แสนยาก ถ้าเราจักแสดงธรรมแก่สัตว์ที่ไม่รู้ทั่วถึงธรรมของเรา จะเป็นความเหน็ดเหนื่อยเปล่า จะพึงความลำบากแก่เรา

            ท้าวสหัมบดีพรหมทราบความดำหริในพระทัยของพระพุทธองค์จึงลงมาจากพรหมโลกมาปรากฏ ณ เบื้องพระพักตร์ แล้วทำความเคารพและทูลต่อพระผู้มีพระภาคว่า “ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ขอพระมีพระภาคเจ้าได้โปรดทรงแสดงธรรม เพราะสัตว์ทั้งหลายผู้มีธุลีในดวงตาน้อยมีอยู่ สัตว์เหล่านั้นย่อมเสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม ผู้รู้ทั่วถึงธรรมจักมี”
     พระพุทธเจ้าทรงทราบคำทูลอาราธนาของพรหม และทรงอาศัยความกรุณาในหมู่สัตว์จึงทรงตรวจดูสัตว์โลกด้วยทิพยจักษุญาณ เมื่อทรงตรวจดูแล้วก็แบ่งคนออกเป็น ๔ กลุ่มหรือบัว ๔ เหล่า
     ครั้นทรงเห็นแล้วมีดำริที่จะแสดงธรรมแก่ผู้ใดก่อน ก็ให้นึกถึง อาฬารดาบส พระองค์ทรงทราบด้วยพระสัพพัญญุตญาณว่า อาฬารดาบสเสียชีวิตแล้ว ๗ วัน บุคคลต่อมาก็คือ อุทกดาบส ท่านก็เสียชีวิตไปแล้วเมื่อหัวค่ำวานนี้ พระพุทธองค์ก็ทรงพิจารณาต่อว่าทั้ง ๒ ท่านไปอยู่ที่ไหน ไปอยู่พรหมโลกชั้น ๒๐ และ๑๙ เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ  อากิญจัญญายตนภูมิ เป็นชั้นอรูปพรหมที่ไม่มีรูปมีแต่จิต ไม่มีตัวตนอย่างมนุษย์แล้วจะเอาหูที่ไหนมาฟังธรรมได้

     ข้อพิจารณา ๑.
     บุคคลที่สำเร็จแล้วละสังขารไปอยู่ชั้นอรูปพรหม แม้พระพุทธองค์ก็ไม่สามารถแสดงธรรมพูดคุยได้ด้วย ถ้าสูงไปกว่านี้คือนิพพาน มีใครสามารถพูดคุยกับพระอรหันต์ในแดนนิพพานได้

     ๒.พระวังคีสเถระ เรียนมนต์พิเศษอย่างหนึ่งชื่อว่า ฉวสีสมนต์ ซึ่งเป็นมนต์ที่พิสูจน์ศีรษะซากศพมนุษย์แม้ตายไปแล้วถึง ๓๐ ปี โดยใช้นิ้วเคาะหรือดีดที่หัวกะโหลก ก็จะรู้ได้ในทันทีว่าเจ้าของกะโหลกนั้นตายแล้วไปเกิดเป็นอะไรอยู่ที่ไหน
      ครั้งหนึ่งมีการโต้เถียงกันระหว่างสาวกของพระวังคีสและพุทธบริษัทิ ว่าใครจะรู้มากว่ากัน ก็เลยพากันไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงทราบวัตถุประสงค์ของพระวังคีสแล้ว มีรับสั่งให้นำกะโหลกคนตายมา ๕ กะโหลก
   - กะโหลกคนที่ตายแล้วไปเกิดในนรก
   - กะโหลกคนที่ตายแล้วไปเกิดในสวรรค์
   - กะโหลกคนที่ตายแล้วไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน
   - กะโหลกคนที่ตายแล้วไปเกิดเป็นมนุษย์
   - กะโหลกของพระอรหันต์
     เมื่อได้กะโหลกมาครบแล้ว ได้ส่งให้วังคีสตรวจสอบดูว่าเจ้าของกะโหลกเหล่านั้นไปเกิดที่ไหนกันบ้าง วังคีสได้ตรวจสอบสถานที่ไปเกิดของ กะโหลกทั้ง ๔ ได้ถูกต้อง แต่พอมากะโหลกสุดท้าย เขาไม่สามารถตรวจสอบรู้ได้เลยว่าเจ้าของกะโหลกไปเกิดที่ไหน ไม่มีเสียงตอบจากกะโหลกว่าไปเกิดที่ไหน พระพุทธองค์ตรัสถามวังคีสว่า รู้หรือไม่ วังคีสว่าไม่รู้ พระพุทธองค์ตรัสว่าตถาคตรู้ ดังนั้นวังคีสจึงยอมแพ้ต่อพระพุทธองค์ และกราบทูลขอเรียนมนต์นั้น

     ข้อพิจารณา เก่งรู้ทุกอย่างว่าคนตายแล้วไปเกิดที่ไหน แต่ไม่สามารถรู้ที่อยู่ของพระอรหันต์ แดนนิพพานหรือแดนอรหันต์ ไม่มีเสียงตอบด้วยว่าอาตมาอยู่แดนนิพพานนะ

     ๓.นิพพานปัญหา ที่ปริพาชกชื่อชัมพุกขาทกะเป็นผู้ถาม ท่านพระสารีบุตรเป็นผู้ตอบ
        ช. ที่ว่านิพพานๆ ดังนี้ นิพพานเป็นไฉนหนอ
        ส. ความสิ้นราคะ โทสะ โมหะ เรียกว่านิพพาน
        ช. มรรคมีอยู่หรือ
        ส. มีอยู่คือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ฯลฯ

     ท่านพระสารีบุตรกล่าวว่า ดูก่อนผู้มีอายุ ความสิ้น ราคะ โทสะ โมหะ นี้เรียกว่านิพพาน ฯลฯ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นมรรคาเป็นปฏิปทา เพื่อกระทำนิพพานนั้นให้แจ้ง (นิพพานปัญหาสูตร ๖-๔๒๖) ดูก่อนภิกษุทั้งหลายโพชฌงค์ ๗ อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่ายโดยส่วนเดียว ฯลฯ เพื่อนิพพาน (นิพพานสูตร ๓-๑๕) ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นิพพานธาตุ ๒ ประการ คือ สอุปาทิเสสนิพพานธาตุและอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นพระอรหันต์ขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์หลุดพ้นแล้วเพราะความรู้โดยชอบ ภิกษุนั้นย่อมเสวยอารมณ์ทั้งที่พึงใจและไม่พึงใจยังเสวยสุขและทุกข์อยู่ ความสิ้นไปแห่ง ราคะ โทสะ โมหะ ของภิกษุนั้นเราเรียกว่า สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ ภิกษุเป็นพระอรหันต์ขีณาสพจบพรหมจรรย์ เวทนาทั้งปวงในอัตภาพนี้ของภิกษุนั้นเป็นธรรมชาติอันกิเลสทั้งหลาย มีตัณหาเป็นต้น ให้เพลิดเพลินมิได้แล้ว นี้เราเรียกว่า อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ (ธาตุ ๕-๒๖๐) ดูก่อนพราหมณ์แม้ด้วยเหตุผลดังนี้แล นิพพานย่อมคุณชาติอันผู้บรรลุพึงเห็นเอง (นิพพานสูตร ๗-๒๘๓)

     ๔. พระอุปคุต   ครั้งที่มีการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ ๓ โดยพระเจ้าอโศกทรงมีรับสั่งให้พระโมคคลีบุตรติสสเถระเป็นผู้จัดการนั้น ได้มีการอัญเชิญพระอุปคุตให้มาดูแลป้องกันไม่ให้พญามารมารังควานในงานพิธีทำสังคายนาพระไตรปิฎก เรื่องก็เกิดขึ้นจนได้ เมื่อพญามารถูกพระอุปคุตจับทรมานจนละพยศแล้ว พระอุปคุตขอร้องให้พญามารเนรมิตกายให้เหมือนพระพุทธเจ้า เพื่อจะได้ชมบุญบารมี (สวรรค์ ชั้นที่ ๖)
     พระอุปคุตเป็นพระอรหันต์มีฤทธิ์มากไม่สามารถไปตามหาพระพุทธเจ้าที่แดนนิพพานได้
     ๕. มิลินทปัญหา
ปัญหาที่ ๑๐ ถามเรื่องที่อยู่ของพระพุทธเจ้าที่ปรินิพพาน
 ม. ข้าแต่พระนาคเสน พระพุทธเจ้ามีจริงหรือ
 น. ขอถวายพระพร มีจริง
 ม. พระผู้เป็นเจ้าอาจชี้ได้หรือไม่ว่า พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน
 น. ขอถวายพระพร พระพุทธเจ้าปรินิพพานด้วยการดับขันธ์    แล้ว ไม่อาจชี้ได้ว่าอยู่ที่ไหน
 ม. ขอนิมนต์อุปมาด้วย
 น. ขอถวายพระพร เปลวไฟที่ดับไปแล้วมหาบพิตรอาจชี้   ได้หรือไม่ว่า เปลวไฟนั้นไปอยู่        ที่ไหน
 ม.ไม่ได้ พระผู้เป็นเจ้า เพราะเปลวไฟนั้นถึงซึ่งความไม่มีบัญญติแล้ว
 น.ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ มหาบพิตร พระพุทธเจ้าดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ก็ไม่มีใครอาจชี้ได้ว่าไปอยู่ที่ไหน อาจชี้ได้เพียง พระธรรมกาย ของพระพุทธเจ้าเท่านั้น
 ม. พระผู้เป็นเจ้าวิสัชนานี้สมควรแล้ว


     ชาวพุทธส่วนใหญ่อยากไปนิพพาน
     มีนักปฏิบัติธรรมจำนวนมากบอกว่าอยากไปนิพพาน ชาตินี้ขอเป็นชาติสุดท้าย แต่คนที่พูดส่วนใหญ่ยังใช้ชีวิตแบบชาวบ้าน ยังมีครอบครัวและอยู่กับครอบครัว ปากก็พูดว่าอยากไปนิพพาน บุคคลเหล่านี้ไม่มีความกล้าหาญพอ กลัวลำบาก กลัวร้อน กลัวหนาว กลัวอด ก็เลยยังไปไม่ได้สักที คือสักแต่ว่าพูดแต่ไม่ลงมือทำ
     บุคคลที่จะไปนิพพานต้องเข้าใจโทษของกามว่ามีอะไรบ้าง และผลการออกจากกามได้สถานเดียวก็ต้องออกบวช พระอนาคามีและพระอรหันต์ตัดกามกิเลสได้หมดแล้ว ฉะนั้นคนที่บอกว่าจะไปนิพพานหรือชาตินี้ขอเป็นชาติสุดท้าย ในเบื้องต้นก็ต้องออกบวชก่อน  แต่ถ้ายังกลัวโน่นกลัวนี่อยู่ก็อย่าได้คิดว่าจะไปนิพพานได้

     พระเขมาเถรี เป็นพระมเหสีของพระเจ้าพิมพิสารเป็นผู้หลงมัวเมาในรูปโฉมของตัวเอง ไม่กล้าไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าเพราะเกรงว่าพระพุทธองค์จะแสดงโทษในรูปของพระนาง พระเจ้าพิมพิสารให้พวกนักกวีแต่งบทกวีประพันธ์ความงดงามของพระวิหาร พระนางเขมาได้ได้สดับคำพรรณนาความงดงามของพระวิหารแล้วก็ขอติดตามพระเจ้าพิมพิสารไปยังวิหารด้วย 
     พระพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็นนางแล้ว จึงเนรมิตนางเทพอัปสรนางหนึ่ง ซึ่งกำลังถือพัดก้านใบตาลถวายงานพัดอยู่เบื้องหลังพระพุทธองค์ พระนางเขมาเห็นนางอัปสรแล้วถึงกับตกพระทัยและดำริว่า  แย่แล้วเรา นางอัปสรที่ยืนอยู่ใกล้ๆ พระพุทธองค์ แม้เราจะเป็นหญิงรับใช้ของนาง ก็ยังไม่คู่ควรเลย เพราะเหตุไร เราจึงตกอยู่ในอำนาจจิตคิดหลงมัวเมาอยู่ในรูปเช่นนี้
     ขณะที่พระนางยืนทอดพระเนตรอยู่นั้น พระพุทธเจ้าได้ทรงอธิษฐานให้นางอัปสรนั้นมีรูปร่างสรีระเปลี่ยนไปจากเลยปฐมวัยย่างเข้าสู่มัชฌิมวัย ล่วงจากมัชฌิมวัยเข้าสู่ปัจฉิมวัย เป็นผู้มีหนังเหี่ยวย่น หย่อนยาน ผมหงอก ฟันหัก แก่หง่อมที่สุดล้มกลิ้งอยู่บนพื้น
     พระนางเขมาเทวี ได้ทอดพระเนตรเห็นนางอัปสรนั้นที่มีการเปลี่ยนแปลงโดยตลอด จึงดำริว่า ความสวยความงามที่เห็นปานนี้ยังถึงความวิบัติได้ขนาดนี้ แม้ร่างกายของเราก็ไม่พ้นวิสัยอย่างนี้เช่นกัน
     พระพุทธองค์จึงได้ตรัสพระคาถาภาษิตว่า
 "ชนเหล่าใดถูกราคะย้อมแล้วย่อมตกไปในกระแสแห่งราคะ  เหมือนแมลงมุมตกไปในข่ายใยที่ตนทำเอง   เมื่อชนเหล่านั้นตัดกระแสนั้นได้ โดยไม่มีเยื่อใยแล้วละกามสุขเสียได้ ย่อมออกบวช “

   เมื่อจบพระพุทธดำรัสแล้ว พระนางเขมาเทวี ได้บรรลุพระอรหันต์ผลพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ในอิริยาบทที่ประทับยืนนั้นเอง
     ฆราวาสที่สำเร็จอรหันต์อยู่ได้ไม่นาน
     ธรรมดาผู้ครองเรือน เมื่อบรรลุพระอรหันต์แล้วจำต้องนิพพานหรือไม่ก็ต้องบวชในวันนั้น  เพราะเพศฆราวาสไม่สามารถรองรับความเป็นพระอรหันต์ได้ และหรือคนทั้งหลายที่ไม่รู้อาจจะปรามาสท่านในทางไม่ดี อันเป็นอกุศลกรรมแก่ผู้นั้น มีบาปมาก แต่พระนางรู้ดีว่าอายุสังขารของพระนางยังเป็นไปได้ จึงรีบเสด็จกลับพระราชวังเพื่อให้พระเจ้าพิมพิสารพระสวามีทรงอนุญาตให้พระนางออกบวชได้
     ใครอยากจะไปนิพพาน ลองพิจารณาภาษิตที่พระพุทธเจ้ามีพุทธดำรัสไว้ในข้างต้น  แต่ถ้าเห็นว่ายังไม่ไหว ยังไม่กล้าหรือไม่พร้อม ก็พิจารณาภาษิตที่พระอัสสชิทรงแสดงต่อพระสารีบุตรว่า
   “สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา “
    ลองพิจารณาตรงนี้อาจจะสำเร็จพระโสดาบันก็ได้ แต่ถ้ายังไม่ได้ก็อ่านบทความทั้งหมดที่ผมได้เขียนไว้และค่อยๆพิจารณาตาม แต่ถ้ายังไม่ได้อีกก็ต้องมานั่งปฏิบัติจริงจังกับผมแล้วล่ะนะ แต่ก็อย่าคิดว่าจะได้ทั้งหมด เพราะทุกสิ่งอย่างย่อมมีเหตุปัจจัยของมันเอง
นิพพานธาตุ  มิลินทปัญหา
     

วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

บทที่ ๑๔ นิพพาน (๑)


                อย่างไรจึงยังไม่บรรลุธรรม
ทุกวันนี้ที่มีสถานปฏิบัติธรรมหลายแห่ง  มีผู้สนใจไปปฏิบัติธรรมกันมาก  ที่ไหนถูกจริตก็อยู่กันนานหน่อย  ที่ไหนไม่ถูกจริตก็แสวงหากันไปเรื่อยๆ  จนผู้แสวงหาไม่รู้จะใช้วิธีการอะไรจึงเหมาะสม
สติปัฎฐานสูตรในตอนท้ายสุดว่า  ผู้ใดเจริญสติปัฎฐาน ๔  เหล่านี้อย่างมาก  ๗  ปี  อย่างน้อย  ๗ วัน  ย่อมหวังผลได้  ๒ อย่างคือ
    ๑.   บรรลุอรหันต์เป็นพระอรหันต์
   ๒. เมื่อยังมีอุปาทิคือสิ่งที่ยึดมั่น  ได้แก่  อุปาทานขันธ์เหลืออยู่จะบรรลุเป็นพระอนาคามีในทิฐธรรม
            เมื่อในสติปัฎฐานได้กล่าวไว้อย่างนั้น  ทำให้ผู้สอนยึดเป็นแนวทางในการปฏิบัติและอบรมให้แก่ญาติธรรมทั้งหลาย  แต่ความจริงที่ปรากฏต่อผู้สอนและผู้ปฏิบัติ  มีใครสักกี่คนที่ปฏิบัติจนบรรลุธรรมตามแนวทางสติปัฎฐาน
            สติปัฎฐานเป็นทางแห่งอริยมรรคเพื่อแจ้งพระนิพพานก็จริงอยู่  แต่วิธีการสอนการปฏิบัติเป็นไปอย่างถูกต้องหรือยัง  จึงทำให้เนิ่นนาน  ยังติดอะไรอยู่และทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
            มีผู้ศึกษาพระอภิธรรมจำนวนมากที่ยังยึดติดในรูปแบบและตำรากันอยู่  จนยิ่งศึกษาก็ยิ่งไกลตัว  เป็นเรื่องยาก  จนมองไม่เห็นทางดับทุกข์ได้  เหมือนกับพระใบลานเปล่าในสมัยพุทธกาล  หรือแม้แต่ในปัจจุบันมีทั้งพระและเณรที่จบเปรียญธรรม ๙  ประโยคกันก็มาก  เทียบเท่ากับปริญญาตรี  ก็เหมือนพระใบลานเปล่ากันมาก  คือรู้แต่ในตำราแต่ไม่สามารถบรรลุธรรมได้  ประเภทที่จบปริญญาทางพุทธศาสนาแล้วลาสิกขา  เพื่อนำวุฒิทางธรรมไปเทียบกับทางโลกเพื่อประกอบอาชีพการงานกันก็มีมาก ยิ่งกว่านั้นยังมีการสอนการปฏิบัติเพื่อเข้าถึงพระนิพพานโดยเร็ว  ด้วยการทำอารมณ์ให้ว่าง  คือว่างจากทุกสิ่ง  ไม่ว่าสิ่งใดมากระทบก็พิจารณาให้ว่างเปล่า  สุญญตสมาธิความตั้งใจมั่นกับความว่าง
            สำหรับสติปัฎฐานสูตรที่พระพุทธเจ้าเทศน์เฉพาะชาวแคว้นกุรุเท่านั้น  เนื่องจากเป็นกรรมฐานที่ละเอียด  เพราะชาวแคว้นกุรุมีอารมณ์จิตละเอียดมาก  เขาเจริญสติปัฎฐานสูตรเป็นปกติอยู่แล้วก่อนที่พระพุทธเจ้าจะสอน  พระพุทธเจ้าทรงรับรองผลจึงเข้าไปอธิบายให้มันสูงไปกว่านั้น  นอกจากจะทรงสติสัมปชัญญะแล้ว  ก็ยังมีวิปัสสนาญาณ  อันนี้พระพุทธเจ้าต่อท้ายด้วยอำนาจวิปัสสนาญาณมีอริยสัจ เป็นต้น  เพื่อให้เข้าถึงมรรคผลนิพพาน
            ปุถุชนที่หนาด้วยกิเลส  มีจิตที่ยังหยาบอยู่  การที่จะเข้าถึงสติปัฎฐานจึงยังเป็นของยากอยู่  จึงพิจารณาจริตของตัวเองก่อนแล้วใช้กรรมฐานให้ตรงกับจริต  เพื่อกระทำจิตให้ละเอียดยิ่งขึ้น  แล้วค่อยเจริญสติปัฎฐานจะทำให้ได้ผลเร็วขึ้น
            เปรียบความรู้เท่าม.ปลายจะไปเรียนปริญญาโท  หรือดอกเตอร์ไม่ได้  ต้องผ่านปริญญาตรีเสียก่อน  ฉันใดก็ฉันนั้น  ไม่มีทางลัดจะให้ไปได้ง่ายๆหรอกพระพุทธเจ้าจึงทรงสอนไปตามลำดับ  ที่เรียกว่า  อนุปุพพิกถา  ปัจจุบันอยุ่ภายในพันปีที่ ๓ ที่ยังมีผู้ได้บรรลุมรรคผลเป็นพระอนาคามี อย่างนี้แล้วจะไปหาพระอรหันต์ได้ที่ไหน
            มีโจทย์อยู่  ๒ ข้อ  ให้พิจารณากัน
๑.   โลภะ  + ทสะ  + โมหะ  =  0 ศูนย์ (นิพพาน)
                      X            Y            Z
            เรารู้คำตอบอยู่ว่า  ศูนย์  ฉะนั้นเราจะแทนค่า x, y, z เป็นศูนย์ได้ไหม  แต่ ๐( ศูนย์ )  นี้  ไม่มีค่าอะไรเลย  จะนำไปบวกลบคูณหารไม่ได้ 
ฉะนั้นค่าของ  x, y, z จึงไม่ใช่ศูนย์  วิธีนี้จึงใช้ไม่ได้
แทนค่า x, y, z ด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา
๒. โลภะ  + ทสะ  + โมหะ  =  0 ศูนย์ (นิพพาน)
ศีล       สมาธิ     ปัญญา
           โมหะ  เกิดจากความเห็นผิดจึงต้องอาศัยปัญญา  ดังนี้
            กลุ่มปัญญา
            ๑.  ความเห็นชอบ    ปัญญาเห็นในอริยสัจ ๔
            ๒.  ความดำริชอบ    คิดออกจากกาม  ไม่ผูกโกรธ
            โลภะ  จะหมดได้พึงรักษาศีลให้บริสุทธิ์  ดังนี้
            กลุ่มศีล
            ๓.  วาจาชอบ            วจีกรรม ๔ ไม่พูดเท็จ   ไม่พูดส่อเสียด  ไม่พูดคำหยาบ  ไม่พูดเพ้อเจ้อ
            ๔.  กระทำชอบ           กายกรรม ๓ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม
            ๕.  เลี้ยงชีวิตชอบ     มโนกรรม                ๓  ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น ไม่คิดพยาบาท เห็นชอบตามคลองธรรม
            โทสะ  เกิดจากการขาดสติจำต้องอาศัยสมาธิ  ดังนี้
            กลุ่มสมาธิ
            ๖.  ความเพียรชอบ   ละบาป  เพิ่มบุญ  ทำกุศลไม่ให้เสื่อม
            ๗.  ระลึกชอบ                       ให้มีสติตั้งมั่นในสติปัฎฐาน ๔
            ๘.  สมาธิชอบ                       ความตั้งมั่นของจิตให้เป็นหนึ่งเดียว
       เมื่อ ศีล สมาธิ ปัญญา บริสุทธิ์โดยหลักของมรรค ๘ ก็จะทำให้โลภะ  โทสะ  โมหะ หมดไปจึงกลายเป็นศูนย์ก็เท่ากับนิพพาน
            ฉะนั้นหนทางสู่ทางนิพพาน  จึงต้องอาศัย  มรรค  ๘  เพื่อประหารกิเลสทั้งหลายให้เป็น สมุจเฉท  เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว   จงทำให้เห็นจริงว่า

วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

บทที่ ๑๓ โทษของกามและผลของการออกจากกาม


กามาทีนวกถา
การพรรณนาถึงโทษของกาม  ความยินดี  รักใคร่  พอใจ ในรูป เสียง กลิ่น  รส  สัมผัส  ซึ่งเรียกว่า  วัตถุกาม
ความมีราคะ  ความกำหนัด  ตัณหา  ทะยานอยาก  ซึ่งเรียกว่า  กิเลสกาม  อันเกิดจากจิตใจที่ถูกเพาะบ่มมาเป็นอเนกชาติ  เมื่อมีเหตุปัจจัยก็จะกระทำออกไปเพียงชั่วแล่น  จึงทำให้อกุศลหรือบาปกรรมได้บังเกิดขึ้นอย่างที่เรียกว่า  ระงับอารมณ์ไม่ได้  เพราะขาดการอบรมสติให้มีความเข้มแข็ง  ฉะนั้นไม่ว่าอะไรก็เกิดได้อย่างไม่คาดคิด  ไม่ตั้งใจ
กามมี  ๒ ประเภท  คือ  วัตถุกาม  และ  กิเลสกาม
วัตถุกาม  ได้แก่  วัตถุอันน่ายินดีเพลิดเพลิน  มีรูป  เสียง  กลิ่น  รส  สัมผัส  อันเป็นที่ชื่นชอบใจ  เช่น  บ้าน  รถ  เงิน  ทอง  เสื้อผ้า  สุนัข  แมว ฯลฯ
กิเลสกาม  ได้แก่  กิเลสที่เป็นอารมณ์แห่งตัณหา  ความทะยานอยาก  หลงใหล  หมกมุ่นในราคะ  ติดใจในรูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะและธรรมารมณ์  ที่น่ารักน่าใคร่
ผู้ใดเพลิดเพลินในวัตถุกามและกิเลสกามเหล่านี้แล้ว  ย่อมติดใจ  ยึดมั่น  ถือมั่นเป็นอุปทานอันเป็นปัจจัยให้มีภพมีชาติ  ชรา  มรณะ  ความผิดหวัง  ความคับแค้น  ความโศก  ความคร่ำครวญ  นี้เป็นโทษของกามคุณทั้งหลาย
สัตว์ผู้ติดข้องอยู่ในกาม  ย่อมหมกมุ่นงมงายด้วยอำนาจกิเลส   พรั่งพร้อมด้วยกามคุณในทุกอิริยาบถ  ไม่เห็นโทษในกาม  อันจะเปลื้องออกได้ยาก  มีผลเผ็ดร้อน  อันความพินาศ ไม่พ้นไปจากโอฆะคือห้วงน้ำไปได้
ความหลงใหลในกามทั้งหลาย  เดือดร้อนตนและผู้อื่น  ก่อให้เกิดความทุกข์แก่ครอบครัวและญาติพี่น้อง  ต้องแสวงหามาเพื่อให้ได้ครอบครอง  ต้องต่อสู้  แย่งชิง  บางครั้งถึงเอาชีวิตเข้าแลก  ได้มาแล้วยังต้องรักษา  ระมัดระวัง   ป้องกันการจะสูญเสีย  การถูกแย่งชิง  ถูกปล้น  ถูกไฟไหม้  ถูกภัยธรรมชาติทำลาย เป็นต้น
กรรมกับกามเกี่ยวข้องกัน  เพราะมีที่เกิดอันเดียวกันที่ดับอันเดียวกัน
กาม  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  กาม ๕ ประการนี้ คือ  รูปที่พึงเห็นด้วยจักษุ  เสียงที่พึงรู้ด้วยโสต  กลิ่นที่พึงรู้ด้วยฆานะ  รสที่พึงรู้ด้วยชิวหา  โผฏฐัพพะที่พึงรู้ด้วยกาย  อันน่าปรารถนา  น่าพอใจ  ชวนให้กำหนัด  สิ่งเหล่านี้ไม่ชื่อว่ากาม  เรียกว่า  กามคุณ  ( คุณของกาม ) ในวินัยของพระอริยะเจ้า  ผัสสะ  เป็นแห่งเกิดของกาม  กามในรูปเป็นอย่างหนึ่ง  กามในเสียงเป็นอย่างหนึ่ง   นี้เรียกว่า  ความแตกต่างแห่งกาม  การที่บุคคลผู้ใคร่อยู่  ย่อมยังอัตภาพที่เกิดขึ้นจากความใคร่นั้นๆ ให้เกิดขึ้น  เป็นส่วนบุญหรือมิใช่บุญ  นี้เรียกว่า  เป็นวิบากของกาม  กามดับเพราะผัสสะดับ  อริยมรรคมีองค์ ๘  เป็นปฏิปทาให้ถึงความดับแห่งกาม (นิพเพธิกสูตร ๔-๓๒๕ )
                  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  คำว่าภัย  ทุกข์  โรค  ฝี  เครื่องขัดข้อง  เปือกตม  ล้วนเป็นชื่อของกาม  เพราะสัตว์โลกผู้ยินดีด้วยกำหนัดในกาม  ถูกความกำหนัดเพราะความชอบพอเกี่ยวข้องไว้  จึงไม่พ้นภัยแม้ที่มีในปัจจุบัน  ไม่พ้นภัยแม้ในสัมปรายภพ ( ภยสูตร ๔-๒๗๐ )   เทวดากล่าวว่า  กามทั้งหลายในหมู่มนุษย์ที่เป็นของเที่ยงย่อมไม่มี  บุรุษผู้เกี่ยวข้องแล้ว  ผู้ประมาทแล้วในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ทั้งหลาย  อันมีอยู่ในหมู่มนุษย์นี้ไม่มาถึงนิพพาน  อันเป็นที่ไม่กลับมาแต่วัฏฏะ  ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุ ( นสันติสูตร ๘-๗๔ ) พระผู้มีพระภาคตรัสว่ากามคุณ ๕ ประการ  ว่าเป็นที่แคบ ( ปัญจาลสูตร ๔-๕๘๕ )
            กามกับอริยสัจ ๔  มีความเกี่ยวข้องกันอยู่ดังนี้  ทรงตรัสถามว่า  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็ทุกขสมุทัยอริยสัจเป็นไฉน  ตัณหานี้ใด  อันมีความเกิดอีก  ประกอบด้วยความกำหนัด  ด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน  เพลิดเพลินยิ่งในอารมณ์นั้นๆ  คือกามตัณหา  ภวตัณหา  วิภวตัณหา  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ตัณหานี้เมื่อจะเกิดหรือตั้งอยู่  ย่อมเกิดขึ้นหรือตั้งอยู่ในที่เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก  ที่รักที่เจริญใจในโลกคือ  (๑) ตา  หู  จมูก  ลิ้น  กายใจ  (๒)  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ  ธรรมารมณ์  (๓) จักขุวิญญาณ ฯลฯ  (๔)  จักขุสัมผัส  ฯลฯ  (๕)จักขุสัมผัสสชาเวทนา ( ความรู้สึกจากการสัมผัสทางตา ) ฯลฯ  (๖)  รูปสัญญา ( ความจำรูป ) ฯลฯ  (๗)  รูปตัณหา  ( ตัณหาในรูป ) ฯลฯ  (๘)  รูปวิตก ( ความตรึกในรูป ) ฯลฯ  (๙)  รูปวิจาร ( ความพิจารณารูป ) ฯลฯ  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็ทุกขนิโรธอริยสัจเป็นไฉน  คือความสำรอก  ความดับโดยไม่เหลือ  ความสละ  ความไม่มีอาลัยในตัณหานั้น  บุคคลจะละตัณหาหรือดับตัณหาได้  ก็ในที่เป็นที่รักที่เจริญใจในโลก มีตา  หู  เป็นต้น  รูปวิตกรูปวิจารเป็นที่สุด ( มหาสติปัฏฐานสูตร ๑-๒๖๓ ) จากนี้จะเห็นว่าเหตุทุกข์และที่ดับทุกข์  ก็อยู่กับที่เกิดที่ดับของกาม  ต่างกันก็แต่มีใจกับธรรมารมณ์เพิ่มขึ้นมา
            เนกขัมมนานิสังสกถา
            การพรรณนาผลแห่งการออกจากกาม  ทางวัตถุอันเกิดจากกายได้แก่การบวช  ทางใจได้แก่  การทำจิตให้สงบระงับจากอกุศลกรรมทั้งหลายทางวัตถุภายนอกที่เกิดจากความพอใจยินดีของบุคคลทั่วไป  อันสวรรค์นั้นแม้จะเป็นที่ปรารถนาของผู้คนทั้งหลาย  แต่ก็ยังเป็นสวรรค์ชั้นกามที่เรียกว่า  กามาพจรสวรรค์ทั้ง ๖  เพราะความเที่ยงไม่มี  เมื่อเสวยบุญจนหมดแล้วก็ต้องไปตามวิบากทั้งหลายที่มีอยู่
            ฉะนั้นการที่จะออกจากกามได้เด็ดขาด  ต้องอาศัยการบวช  เพื่อจะได้อบรมกาย  วาจา  ใจ  ให้ปราศจากกิเลสทั้งปวง  โดยอาศัยหลักอริยสัจ ๔ แม้ไม่ได้บวชเป็นพระก็สามารถปฏิบัติธรรมที่บ้านได้  ฆราวาสปฏิบัติธรรมสามารถบรรลุอริยบุคคลชั้นโสดาบันและสกิทาคามีได้  แต่ถ้าได้อนาคามีขึ้นไปแล้วส่วนใหญ่จะบวช  เพราะอนาคามีบุคคลตัดกามออกได้หมดแล้ว
            อริยสัจ ๔  ความจริงที่พระอริยะตรัสรู้  คือธรรมที่อาศัยกันและกันเกิดขึ้น  เป็นเหตุและเป็นผลต่อเนื่องกันเหมือนกับลูกโซ่  จนได้ความจริงอันประเสริฐ  ๔  ประการ คือ
            ๑.  ทุกข์   ความทุกข์หรือสภาพที่ทนได้ยาก  เนื่องจากความไม่เที่ยงของการเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ  ความพลัดพรากจากสิ่งที่รักที่พอใจ  ปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สิ่งนั้น
            ๒.   สมุทัย  เหตุให้เกิดทุกข์
            ๒.๑  กามตัณหา  ความอยากในกามคุณ  รูปสวย  เสียงเพราะ  กลิ่นหอม  รสอร่อย  สัมผัสอ่อนนุ่ม  ความทะยานอยากเพื่อสนองกามคุณ
            ๒.๒  ภวตัณหา  ความอยากมี  อยากเป็น  อยากได้  เพื่อลาภ  ยศ  สรรเสริญ  อยากมีชิวิตอยู่ตลอดไป
            ๒.๓  วิภวตัณหา  ความไม่อยากมี  ไม่อยากเป็น  ไม่อยากได้  เพื่อให้พ้นจากสภาวะที่บีบคั้น  เบื่อหน่าย  ว้าเหว่  หมดอาลัยตายอยาก  อยากหลุดพ้น
            ๓.   นิโรธ  ความดับทุกข์  อันได้แก่  การกำจัดอวิชชา  ตัณหาให้หมดสิ้นแล้ว  หลุดพ้นเป็นอิสระ  ปลอดโปร่ง  ว่างจากอารมณ์ทั้งปวง  ที่เรียกว่า  นิพพาน
            ๔.   มรรค  หนทางหรือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์  มีองค์ ๘  ประการหรือที่เรียกว่า  อริยมรรคมีองค์  ๘  เป็นทางสายกลาง  ไม่ติดข้องหรือเอียงไปหาที่สุด  ๒  อย่าง  คือ
            กามสุขัลลิกานุโยค  การปฏิบัติที่ไม่หย่อนเกินไป  แสวงหาแต่กามสุขอันหมกมุ่นแต่  รูป  เสียง  กลิ่น  รส  และสัมผัส  เป็นกิจของคนกิเลสหนา  มิใช่ของพระอริยะ
            อัตตกิลมถานุโยค  การปฏิบัติตนเพื่อให้ได้รับความลำบาก  เคร่งครัดเกินไป  การทรมานตนเป็นการกระทำที่เหนื่อยเปล่า  ไม่มีประโยชน์  ไม่ใช่ทางแห่งความหลุดพ้น
            ความไม่รู้แจ้งเห็นจริงในอริยสัจ ๔ คือไม่รู้ว่าอะไรเป็นทุกข์  สมุทัย  นิโรธ  มรรค  แม้จะรู้สิ่งเหล่านี้โดยพิจารณาเห็นในชั่วขณะหนึ่งๆ ก็ยังเรียกว่าไม่รู้จริง  เพราะความรู้นั้นมิได้ประจำจิตอยู่ตลอดเวลา

บทที่ ๑๒ นรกขุมต่างๆ

สวรรค์มี นรกมี นิพพานก็มี แต่ก่อนที่จะไปนิพพานก็ต้องศึกษาบทความทั้งหมดให้เข้าใจว่า เราจะไปนิพพานได้หรือไม่และทำอย่างไร เวลานี้มาดูนรกขุมต่างๆว่ามีอะไรบ้างทำกรรมอะไรถึงมาตกนรกขุมเหล่านี้

นรกใหญ่  ๘ ขุม

๑.  สัญชีวนรก  เหล่าสัตว์ที่มาบังเกิดในนรกขุมนี้  ย่อมถูกเพลิงเผา  ถูกหั่น  ถูกเชือดเฉือนได้รับทุกข์เวทนาสาหัสจนขาดใจตาย  แล้วก็กลับมีชีวิตขึ้นมารับโทษต่อไปอีก  ตายเป็น ตายเป็นอยู่อย่างนี้จนสิ้นกรรม  นรกขุมนี้มีอายุ ๕๐๐ ปีนรก  หนึ่งวันหนึ่งคืน  ในนรกขุมนี้  เทียบได้เก้าล้านปีในเมืองมนุษย์  บุพกรรมของสัตว์ที่เกิดในนรกขุมนี้  เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ได้ฆ่าสัตย์ตัดชีวิต  ปล้นฆ่า  ลักทรัพย์  แย่งชิงที่ดิน
๒.  กาฬสุตตนรก  เหล่าสัตว์ที่มาบังเกิดในนรกขุมนี้  ถูกเลื่อย  ถูกฟัน  ตามร่างกาย  นรกขุมนี้มีอายุ  ๑๐๐๐  ปีนรก  หนึ่งวันหนึ่งคืนในนรกขุมนี้เทียบได้สามสิบหกล้านปีในเมืองมนุษย์  บุพกรรมของสัตว์นรกในขุมนี้  ครั้งเมื่อเป็นมนุษย์  ยุยงให้ผู้อื่นแตกร้าว  บาปตัดมือเท้า  ตัดหูตัดจมูกผู้อื่น  ด่าว่าผู้มีศีล  ขูดรีดดอกเบี้ย  ดื่มสุรายาเมา  เป็นพระทุศีล
๓.  สังฆาตนรก  ผู้ที่มาเกิดในนรกขุมนี้จะถูกภูเขาเหล็กแดงบดขยี้  นรกขุมนี้มีอายุ  ๒,๐๐๐ ปี  หนึ่งวันหนึ่งคืนในนรกขุมนี้เทียบได้  หนึ่งร้อยสี่สิบห้าล้านปีในเมืองมนุษย์  เวลาเป็นมนุษย์ชอบโบยตีทิ่มแทงสัตว์ที่ใช้เป็นพาหนะเทียมแอกไถ  เผาสัตว์ทั้งเป็นบ้าง  โขลกสัตว์ทั้งเป็นด้วยครกบ้างโยนสัตว์เป็นๆลงในทรายหรือขี้เถ้าร้อนๆ
๔.  โรรุวะนรก  นรกขุมนี้มีเสียงสัตว์นรกร้องไห้ครวญครางตลอดเวลา  นรกเหล่านี้เต็มไปด้วยเหล็กแดงลุกเป็นแสงเพลิงอยู่เป็นนิจ  ร่างกายของสัตว์นรกทั้งหลายจมลงไปในดอกบัวเหล็ก  ถูกเปลวเพลิงเผาไหม้ร้องไห้ดิ้นรน  เพราะครั้งที่เป็นมนุษย์ทำความเดือดร้อนแก่กายและใจผู้อื่น  ตัดสินคดีไม่ยุติธรรม  บางคนบุกรุกที่ผู้อื่น  บางคนคบชู้แล้วฆ่าคู่ครองของชู้  บางคนฉ้อโกง  บางคนเบียดบังทรัพย์สมบัติที่เขาอุทิศถวายให้พระสงฆ์มาเป็นของตน  นรกขุมนี้มีอายุ ๔,๐๐๐ ปีนรก  หนึ่งวันหนึ่งคืนในนรกขุมนี้เท่ากับห้าร้อยเจ็ดสิบหกล้านปีในเมืองมนุษย์
๕. มหาโรรุวนรก  นรกขุมนี้ร้องไห้ครวญครางยิ่งกว่าโรรุวะนรก  มีกลุ่มควันอันแสนแสบพุ่งเข้าทวารทั้งเก้า   ทำให้เร้าร้อนเจ็บแสบแสนสาหัส  บุพกรรมของสัตว์นรกในขุมนี้  เพราะครั้งที่เป็นมนุษย์ได้ทำโจรกรรม  ปล้นขโมย  ของสงฆ์  ของพ่อแม่  ของผู้มีพระคุณ นรกขุมนี้มีอายุ ๘,๐๐๐ ปีนรก หนึ่งวันหนึ่งคืนในนรกขุมนี้เท่ากับ  สองพันสามร้อยสี่ล้านปีในเมืองมนุษย์
๖.  ตาปนรก  นรกขุมนี้เต็มไปด้วยหลาวเหล็กลุกเป็นไฟ  มีขนาดใหญ่เท่าลำตาลที่มีนายนิรยบาลจับสัตว์นรกไปเสียบไว้  ได้รับความทรมานดิ้นรนจนตาย  แล้วถูกต้อนไปให้สุนัขที่ใหญ่เท่าช้าง  มีฟันเป็นเหล็กแดงวิ่งเข้ากัดกินจนเหลือแต่กระดูก  มนุษย์ที่เผาทำลายป่า  ฆ่าสัตว์ให้ตายเป็นจำนวนมาก  ตายแล้วมาเกิดในนรกขุมนี้  นรกขุมนี้มีอายุ ๑๖,๐๐๐ ปีนรก  หนึ่งวันหนึ่งคืนในนรกขุมนี้เท่ากับเก้าพันสองร้อยสามสิบหกล้านปีในเมืองมนุษย์
๗.  มหาตาปนรก  นรกที่เต็มไปด้วยภูเขาเหล็กไฟ  ที่พวกนายนิรยบาลไล่ต้อนสัตว์นรกทั้งหลายให้ขึ้นไปบนภูเขาเหล็กไฟ  แล้วมีพายุใหญ่มาพัดพาให้ตกลงมา  ถูกไฟนรกเผาให้ทนทุกขเวทนาจนกว่าจะสิ้นบาปกรรม  นรกขุมนี้ยืนยาวมากจะนับวันนับปีไม่ได้  นับเป็นกัปได้กึ่งกัป  สัตว์นรกในขุมนี้  ครั้งเมื่อเป็นมนุษย์ย่อมประกาศความเห็นผิดของตนว่า  บาปบุญไม่มีเป็นพวกมิจฉาทิฐิ  ตายแล้วสูญทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนจากการกระทำของตนฯ 
๘.  อเวจีนรก  นรกที่ไม่ว่างคือไม่ว่างจากเปลวไฟ  ไม่ว่างจากสัตว์นรก  ไม่ว่างจากความทุกข์   นรกขุมนี้ยัดเยียดไปด้วยสัตว์นรกหาช่องว่างแทบไม่ได้  นรกขุมนี้มีหลาวเหล็กใหญ่เสียบแทงสัตว์นรกไว้  ทั้งมีเปลวไฟพลุ่งออกมาจากกำแพงเหล็กทั้ง ๔ ทิศ  และพลุ่งขึ้นมาจากทิศเบื้องต่ำ  ลงมาจากทิศเบื้องบน  เผาสัตว์นรกอยู่ตลอดเป็นนิจ  บาปกรรมที่ทำอยู่เป็นนิจขณะที่เป็นมนุษย์  ได้แก่  ฆ่าสัตว์  ลักทรัพย์  ประพฤติผิดในกาม  พูดเท็จ  ดื่มสุราเสพยาเสพติดอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นประจำ  ตีบ้านชิงเมืองเขา  ทำลายผู้มีศีล  กระทำอนันตริยกรรม นรกขุมนี้มีอายุนานกัปหนึ่ง
สงสาร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย  กัปหนึ่งนานแล้ว  มิใช่ง่ายที่จะนับว่าเท่านี้ ปี ร้อยปี   พันปีหรือแสนปี  เหมือนอย่างว่าภูเขาหินลูกใหญ่  ยาวโยชน์หนึ่ง  กว้างโยชน์หนึ่ง  สูงโยชน์หนึ่ง   ไม่มีช่อง  ไม่มีโพรง  เป็นแท่งทึบ  บุรุษเอาผ้าแคว้นกาสีแล้วปัดภูเขานั้น ๑๐๐ ปี  ต่อครั้ง  ภูเขาหินลูกใหญ่นั้นถึงกาลหมดไป  สิ้นไปเพราะความพยายามนี้ยังเร็วกว่าแล  พวกเธอท่องเที่ยวไปแล้วสิ้นไปแล้วมิใช่หนึ่งกัป  ร้อยกัป  หรือแสนกัป  ข้อนั้นเพราะเหตุไร  เพราะสงสารนี้กำหนดที่สุดเบื้องบนเบื้องปลายไม่ได้ ฯลฯ  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็เหตุเพียงเท่านี้  พอทีเดียวเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง  พอเพื่อจะคลายกำหนัด  พอที่จะหลุดพ้น(บัพพตูสูตร ๒-๙๙)
สิ่งที่ผมบอกอยู่เสมอคือ คนเราเกิดมานับชาติไม่ถ้วน ไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ หาที่สุดของภพชาติไม่ได้ คือไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะสิ้นสุดไม่มาเกิดอีก ซึ่งชาวพุทธส่วนใหญ่จะรู้ดีว่าต้องไปนิพพาน สงสารหรือสังสารวัฏที่ยืดยาว ทุกคนเคยเกิดเคยเป็นเคยมีมาแล้วทุกอย่าง แต่ก็ยังไม่พ้นสงสารนี้ไปได้ ก็ติดตามอ่านบทความต่อไปว่าผมมีวิธีอะไรจะมาช่วยให้ผู้อ่านได้บ้าง ตอนนี้มาดูเรื่องของนรกเพิ่มเติม เพราะเป็นการเตือนสติเตือนใจมิให้กระทำชั่ว
            นรกเล็ก ๔ ขุม
            ๑.  คูถนรก  นรกที่เต็มไปด้วยมูตคูถ  อุจจาระ  ปัสสาวะ  มีกลิ่นเหม็นเต็มไปด้วยหนอนตัวใหญ่  ปากแหลมคมดุจเข็ม  คอยกัดกินหนังและเนื้อตลอดตับไตไส้พุง  บาปกรรมที่ทำไว้  คือความตระหนี่ลาภผล  เบียดบังลาภผลของพระสงฆ์บ้าง  ของคนอื่นบ้าง  ลงโทษผู้อื่นที่ไม่มีความผิดบ้างฯ
            ๒.  กุกกุลนรก  นรกที่เต็มไปด้วยเถ้าร้อน  เมื่อสัตว์นรกพ้นจากคูถนรกออกไปได้และเห็นนรกนี้เข้าใจว่าเป็นหาดทราย  ก็พากันวิ่งเข้าไป  พอเข้าไปถึงจึงรู้ว่าเป็นเถ้าอันร้อน  ต่างพากันดิ้นทุรนทุราย  บาปกรรมที่ทำไว้  คือจับสัตว์เป็นๆโยนเข้าไปในกองเพลิงบ้าง  เป็นคนทุศีลบริโภคปัจจัย ๔ ของชาวบ้านบ้าง  ตระหนี่ธรรมไม่ต้องการบอกผู้อื่น  เพราะกลัวผู้อื่นจะรู้ดีกว่าตน  แย่งชิงลาภของผู้อื่นมาเป็นของตนฯ
            ๓.  อสิปัตตะนรก  นรกที่เต็มไปด้วยใบดาบ  เมื่อสัตว์นรกทั้งหลายพ้นจากนรกเถ้าร้อนแล้ว  แลเห็นว่าเป็นสวนมะม่วง  จึงพากันวิ่งไปภายในนรกนี้  แล้วก็มีลมพัดให้ใบไม้เหล่านั้นล่วงลงมา  ใบไม้นั้นก็กลายเป็นดาบฟันถูกสัตว์นรกเหล่านั้น  บาปกรรมที่ทำไว้  คือ ฆ่าฟันกันเองฯ
            ๔.  เวตรณีนรก  นรกที่เต็มไปด้วยน้ำเค็ม  ขอบปากนรกเต็มไปด้วยขวากหนาม  สัตว์นรกที่ออกมาจากอสิปัตตะนรก  จะเห็นว่ามีสระใหญ่ก็ดีใจจะได้อาบกินให้สบายใจ  เมื่อไปจวนถึงก็ถูกขวากหนามปักเท้าล้มระเนระนาด  เมื่อลุกขึ้นได้ก็พากันวิ่งหนีกลับไป  พวกนายนิรยบาลก็ไล่ต้อนทุบตีไปด้วยค้อนเหล็กอันใหญ่  เมื่อทนไม่ได้ก็วิ่งต่อไปจนถึงนรกแห่งนี้  ตกลงไปในน้ำเค็มให้รู้สึกเจ็บปวดแสบยิ่งนัก  ถ้าลอยขึ้นมาก็ถูกกลอกด้วยก้อนเหล็กแดงบ้าง  น้ำทองแดงบ้าง  บาปกรรมที่ทำไว้  คือ  หลอกลวงเขาบ้าง  ฆ่าสัตว์ด้วยการโยนสัตว์เป็นๆลงในน้ำเดือดบ้าง  ดื่มสุราเมรัยบ้าง
            นรกชั้นนอกทั้ง ๑๐ ขุม
            ๑.  โลหกุมภีนรก  นรกที่มีหม้อเหล็กอันใหญ่เต็มไปด้วยน้ำเหล็กทองแดงเดือดพล่านลุกเป็นเปลว  จากปากหม้อนรกลงไปถึงก้นหม้อนรกลึก ๓ หมื่นโยชน์  สัตว์นรกทั้งหลายถูกนายนิรยบาลโยนลงในหม้อนั้น  มีอาการเหมือนข้าวสารในหม้ออันเดือดพล่าน  และจมลงไปจนถึงพื้น  เมื่อถึงพื้นแล้วก็พุ่งขึ้นมาอีกจนถึงปากหม้อ  บาปกรรมที่ทำไว้  คือ  ด่าว่าทุบตีสมณพราหมณ์ผู้มีศีล  ทำผิดศีลกาเมสุมิจฉาจาร
            ๒.  สิมพลีนรก (ฉิมพลีนรก) นรกที่มีต้นงิ้ว  มีหนามยาว  ๑๖ องคุลี  สัตว์นรกทั้งหลาย  ถูกนายนิรยบาลใช้หอกทิ่มแทงให้เจ็บปวดแสนสาหัส  ทนไม่ได้ก็ถอยกลับลงมา  หนามงิ้วอีกส่วนก็งอขึ้นมา  ทั้งพวกนายนิรยบาลก็ช่วยกันเอาหอกทิ่มแทงขึ้นไป  ก็มีแร้งปากเหล็กตัวใหญ่เท่าช้างบินมาจิกศีรษะ  ทนไม่ไหวตะเกียกตะกาย ลงมาก็จะเจอหนามงิ้วที่งอขึ้น  เมื่อลงมาถึงพื้นดินก็ถูกสุนัขตัวเท่าช้างไล่กัดกินอีก  บาปกรรมที่ทำไว้คือ  ผิดศีลข้อกาเมสุมิจฉาจาร  ผิดลูกผิดเมียผู้อื่น  หญิงนอกใจสามีฯ
            ๓.  อโยทกนรก  นรกที่เต็มไปด้วยน้ำทองแดงที่เดือดพล่าน  สัตว์นรกทั้งหลายถูกโยนลงไปในน้ำทองแดง  แล้วนายนิรยบาลจะใช้ขอเหล็กเกี่ยวปากลากไปมาจนกว่าจะสิ้นบาปกรรม  กรรมที่ทำไว้คือ  การจับสัตว์เป็นๆ โยนลงในน้ำที่กำลังเดือดพล่านๆ 
            ๔.  ภูสนรก  นรกที่เต็มไปด้วยน้ำใสเย็น  แต่พอพวกสัตว์นรกกินเข้าไปก็กลับกลายเป็นแกลบลุกเป็นไฟเผาไหม้ตับไตไส้พุง  เป็นอย่างนี้จนกว่าจะสิ้นบาปกรรม  บาปกรรมที่ทำไว้คือ  เอาข้าวลีบปนข้าวดีขายฯ
            ๕.  สุนักขะนรก  นรกที่มีแต่สุนัขรูปร่างสีสันต่างๆ  ขนาดตัวใหญ่เท่าช้าง  มีฟันเป็นเหล็กแดงแหลมคมยิ่งนัก  สำหรับไล่กัดสัตว์นรกจนตาย  ก็จะมีแร้งกาและนกตะกรุมมากัดกินเป็นอาหาร  บาปกรรมที่ทำไว้คือ  มีความตระหนี่ไม่ให้ทานด้วยตนเอง  และห้ามมิให้ผู้อื่นให้ทานด้วย
            ๖.  ปิงสกปัตนรก  นรกที่มีภูเขาใหญ่ล้วนเป็นเหล็กลุกเป็นเปลวเพลิง  สำหรับบดสัตว์นรก  บาปกรรมที่ทำไว้คือ  การฆ่าสัตว์ด้วยการใช้วัตถุอย่างใดอย่างหนึ่งบดขยี้  และการประพฤตินอกใจสามีฯ
            ๗.  ตัมโพทกนรก  นรกที่เต็มไปด้วยน้ำทองแดงเดือดพล่าน  ที่พวกนายนิรยบาลคอยตักกลอกปากพวกสัตว์นรก  บาปกรรมที่ทำไว้คือ  การหลอกลวงผู้อื่นให้เสียทรัพย์สินเงินทอง  หาอุบายตัดรายได้ของผู้อื่นซึ่งควรจะได้มากให้ได้น้อยฯ
            ๘.  อโยคุณนรก  นรกที่เต็มไปด้วยก้อนเหล็กแดง  ที่พวกนายนิรยบาลจับสัตว์นรกมัดไว้  แล้วเอาคีมเหล็กงัดปากกลอกก้อนเหล็กแดงเข้าไปในปาก  บาปกรรมที่ทำไว้  คือการปล้นทรัพย์  ลักโค  กระบือต่างๆ 
            ๙.  อสินขนรก  พวกสัตว์นรกในขุมนี้จะมีเล็บมือเล็บเท้าเป็นหอกดาบคอยทิ่มแทงกันเอง  บาปกรรมที่ทำไว้คือ  การฉ้อโกงทรัพย์สินของผู้อื่น  รบราฆ่าฟันกันเองฯ
            ๑๐. ยันตปาสาณนรก  นรกแห่งนี้เต็มไปด้วยยันต์หินลุกเป็นเปลวเพลิง  สำหรับบดสัตว์นรกให้แหลกละเอียด  บาปกรรมที่ทำไว้คือ  การเที่ยวยิงสัตว์  ฆ่าสัตว์ด้วยเครื่องยนต์ฯ
            โลกันตนรก  นรกที่ไม่มีแสงสว่างใดๆส่องไปถึงได้  เวลาเป็นมนุษย์สัตว์นรกพวกนี้เป็นมิจฉาทิฐิ   คือพวกที่ถือมั่นว่า  นรก  สวรรค์  นิพพาน  ไม่มี  มารดาบิดาไม่มี  ที่เกิดมานั้นก็เกิดตามๆกันมา  บุญไม่มีบาปไม่มี  ครั้นตายไปแล้วไปตกมหาตาปนรก  แล้วก็ไปตกอเวจีนรก  จึงไปตกโลกันตนรกต่อภายหลัง  สัตว์นรกพวกนี้จะห้อยโหนเหมือนค้างคาว  เมื่อพบเพื่อนเปรตเข้าก็ทำให้เข้าใจว่าเป็นอาหารจะได้กิน  แล้วก็เข้าปล้ำกันตกลงไปในน้ำรองดิน  ซึ่งเป็นน้ำที่เยือกเย็นเหมือนน้ำกรด  พอตกลงไปแล้วก็จะละลายเหมือนกับแป้งที่ละลายในน้ำได้
คนที่กลัวเข็มฉีดยาส่วนใหญ่เคยได้รับทุกขเวทนามาแล้วจากการถูกแทงอยู่ในนรก  จนสภาพความกลัวนั้นยังติดมาในภพชาติที่เป็นมนุษย์อยู่  ความรู้สึกว่าเข็มฉีดยานั้นเจ็บเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับผลกรรมที่ต้องชดใช้ในนรก  ที่ต้องถูกมีด  หอก  ดาบ  สารพัดทิ่มแทงเข้าใส่  ความเจ็บปวดทรมานกว่าหลายเท่าทวีคูณและไม่ได้เจ็บแค่ประเดี๋ยวประด๋าว  แต่เจ็บกันเป็นหลายล้านปี
ฉะนั้นการที่จะทำบาปกรรมอะไรก็ขอให้คิดถึงเรื่องนี้ไว้บ้างว่า  ผลลัพธ์ที่ออกมามันแตกต่างกันอย่างมหาศาล  อย่างที่เคยบอกเอาไว้  อย่าประมาททานแม้น้อยนิด  สามารถให้ผลเป็นอัศจรรย์ได้  เช่นเดียวกับบาปกรรมแม้เล็กน้อยก็ให้ผลทวีคูนเช่นกัน
แม้ชีวิตจะสร้างบุญกรรมไว้มากมาย  ให้ได้ไปเกิดในเทวโลกสวรรค์ชั้นต่างๆก็ตาม  ที่สุดอย่างไรก็ต้องมารับกรรมในนรกอยู่ดี  ไม่อาจจะหนีกรรมในนรกได้  นอกจากจะบรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลตั้งแต่ชั้นโสดาบันขึ้นไปเท่านั้น  จึงจะปิดประตูนรกได้อย่างถาวร
ตราบใดที่ยังไม่ได้อริยะ  ถึงแม้จะรักษาศีลโดยเคร่งคัด  แต่โอกาสที่จะทำให้ศีลมัวหมองไม่บริสุทธิ์ได้นั้นยังมีอยู่  เมื่อมีเหตุและปัจจัยที่ทำให้เป็นไป  ปุถุชนทั้งหลายจึงมิอาจปิดประตูนรกได้
ชาวพุทธส่วนหนึ่งเข้าใจว่าเวลาเราตายแล้วจะตกนรกทันที  ไปหาท่านพระยายมราชเพื่อให้ตัดสินความดีความชั่วก่อน  ซึ่งส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับพวกมิจฉาทิฐิที่เข้าใจว่าตายแล้วสูญ  ชาติหน้าไม่มีบุญบาปไม่มี  คนจำพวกนี้เวลาตายจึงจะถูกท่านพระยายมราชไต่สวน  เคยทำบุญอะไรไว้บ้าง  เพื่อเปิดโอกาสให้  จะได้ไปใช้บุญบนสวรรค์ก่อนใช้หมดแล้วค่อยมารับกรรมต่างๆที่ทำไว้  ส่วนที่ทำบาปกรรมไว้มากตายแล้วก็ตกนรกทันทีตามบาปกรรมที่ทำไว้ในขุมต่างๆ  ส่วนคนที่สะสมบุญไว้มาก  ตายแล้วก็ขึ้นสวรรค์ทันทีเหมือนกัน  ไม่ต้องมาให้ท่านพระยายมราชพิจารณาบาปบุญ
พวกที่ทำทานรักษาศีลส่วนใหญ่  เมื่อตายแล้วจะอยู่บนเทวโลก สวรรค์ทั้งหกชั้น  พวกที่ภาวนาจนได้ฌาน  เมื่อตายแล้วก็จะไปบังเกิดบนพรหมโลกชั้นต่างๆ  ตามกำลังฌานของตน  แต่ก็อย่างที่บอกไว้แล้ว  ถ้ายังเป็นปุถุชนอยู่ถึงแม้ว่าไปเกิดบนเทวโลก  หรือพรหมโลกก็ตาม  มีสิทธิ์ที่จะไปตกนรกได้ทั้งนั้น เมื่อเสวยบุญหมดแล้ว  พระโพธิสัตว์เองก็ไม่อาจพ้นนรกได้เช่นกัน